GULF กำไรดำเนินงานไตรมาส 2 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 74% แตะ 1.23 หมื่นล้านบาท รายได้รวมทะลุ 5 หมื่นล้านบาท รุก Data Center และ AI

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF กล่าวว่าผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีรายได้รวม 50,294 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่กำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) อยู่ที่ 12,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74% สะท้อนการเติบโตของธุรกิจพลังงานและการลงทุนในธุรกิจดิจิทัลที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง

ปัจจัยหลักมาจากธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โดยโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ศรีราชา (GSRC) และกัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) มียอดจำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ ส่งผลให้อัตราการเดินเครื่องและผลกำไรปรับตัวดีขึ้น

ส่วนโรงไฟฟ้าในกลุ่ม GJP ทั้งโครงการกัลฟ์ อุทัย และกัลฟ์ หนองแซง ก็มีปริมาณการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ด้านธุรกิจพลังงานหมุนเวียน บริษัทรับรู้กำไรเพิ่มขึ้นจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโครงการโซลาร์ฟาร์มพร้อมระบบกักเก็บพลังงาน (Solar BESS) ที่ทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเป็น 12 โครงการ กำลังผลิตรวม 1,129 เมกะวัตต์ ส่งผลให้กำไรจากธุรกิจดังกล่าวเพิ่มขึ้นกว่า 153% จากปีก่อน

สำหรับโครงการพลังงานลมในประเทศไทยและเวียดนามมีผลประกอบการดีขึ้น หลังความเร็วลมเพิ่มขึ้นและเวียดนามปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้าใหม่

ธุรกิจทรัพยากรยังเติบโตต่อเนื่อง โดยส่วนแบ่งกำไรจากโครงการ PTT NGD เพิ่มขึ้น 65% ตามราคาน้ำมันเตาที่ปรับตัวสูงขึ้น

ธุรกิจนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ภายใต้ GLNG และ HKH มีกำไรเพิ่มขึ้น 157% จากปริมาณการนำเข้าที่สูงขึ้นและการบริหารพอร์ต LNG อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทนำเข้า LNG แล้ว 37 ลำ หรือประมาณ 2.4 ล้านตัน

อีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญมาจากการลงทุนใน AIS ซึ่งสร้างส่วนแบ่งกำไรให้ GULF จำนวน 4,549 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% จากการเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการ (ARPU) ทั้งธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และบรอดแบนด์ รวมถึงการบริหารต้นทุนโครงข่ายและคลื่นความถี่ที่มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ บริษัทยังรับเงินปันผลจากการลงทุนใน KBANK จำนวน 2,842 ล้านบาท และรับรู้กำไรจากการขายเงินลงทุน 51% ในโครงการไฟฟ้าพลังน้ำปากลายให้กับ J-Power อีก 1,928 ล้านบาท

สำหรับ EBITDA ในไตรมาส 2 อยู่ที่ 18,997 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% จากปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่ อยู่ที่ 12,446 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

เนื่องจากไตรมาส 2/2568 มีการบันทึกกำไรพิเศษจากการควบรวมกิจการกับ INTUCH กว่า 56,120 ล้านบาท

ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 815,968 ล้านบาท หนี้สินรวม 468,364 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 347,604 ล้านบาท โดยอัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1.06 เท่า เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน

เนื่องจากการกู้เงินเพื่อลงทุนในธุรกิจ LNG โครงการพลังงานหมุนเวียน และโครงการท่าเทียบเรือและสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว

“บริษัทคาดว่ารายได้รวมและ EBITDA ในปี 2569 จะเติบโตประมาณ 12-15% โดยในช่วงครึ่งปีหลังจะมีโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมรวมประมาณ 700 เมกะวัตต์”

ประกอบด้วยโครงการโซลาร์ฟาร์ม โซลาร์ฟาร์มพร้อมระบบกักเก็บพลังงาน โรงไฟฟ้าขยะชุมชน และโครงการ Solar Rooftop ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนการเติบโตของรายได้และผลประกอบการอย่างต่อเนื่อง

ในระยะยาว GULF ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนทั้งในประเทศ สปป.ลาว ยุโรป และสหราชอาณาจักร พร้อมเข้าร่วมโครงการตามนโยบายภาครัฐ ทั้งโครงการพลังงานหมุนเวียน โครงการ Direct PPA และโซลาร์ฟาร์มชุมชน เพื่อตอบรับความต้องการใช้พลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทเดินหน้าขยายธุรกิจดิจิทัลซึ่งเป็น New S-Curve โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center, Cloud และ AI ปัจจุบันศูนย์ข้อมูล GSA01 ขนาด 25 เมกะวัตต์เปิดให้บริการแล้ว

ส่วนโครงการ GSA02 ขนาด 38 เมกะวัตต์ และ GEDC01 ขนาด 100 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างก่อสร้างและมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2570 เพื่อรองรับความต้องการใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและ AI ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน