ไทย ดันอาเซียน กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก-ชูเกษตรนวัตกรรมหนุนความมั่นคงอาหาร
นางสาว กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าเมื่อวันที่3ส.ค.2569 ตนได้แสดงวิสัยทัศน์ในการประชุม The ASEAN & Asia Forum (AAF) ครั้งที่ 18 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ซึ่งจัดโดยสถาบันกิจการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ โดยเน้นย้ำว่า อาเซียนจำเป็นต้องรักษาความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเชื่อมโยง และร่วมลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อยกระดับบทบาทของภูมิภาคจากผู้มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจโลกไปสู่การเป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก พร้อมผลักดันการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากสินค้าเกษตร เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของอาเซียนในการเป็นแหล่งสร้างความมั่นคงทางอาหารของโลก
การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากภาคการเมือง การทูต ภาคธุรกิจ และภาควิชาการจากหลายประเทศกว่า 300 คน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจและความร่วมมือของภูมิภาคเอเชียและอาเซียน ซึ่งไทยได้สะท้อนมุมมองต่อศักยภาพของอาเซียนด้านการค้าและการลงทุน โดยระบุว่า แม้อาเซียนกำลังเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบเศรษฐกิจโลก แต่ภูมิภาคยังคงมีโอกาสในการเติบโตอีกมาก ความหลากหลายของประเทศสมาชิกไม่ใช่อุปสรรค
หากแต่เป็นจุดแข็งที่ช่วยเสริมศักยภาพของอาเซียนในการสร้างความร่วมมือและวางตำแหน่งให้เป็นพันธมิตรด้านการค้าและการลงทุนที่ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาคมระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน อาเซียนควรเดินหน้าเร่งสร้างความก้าวหน้าในด้านการเคลื่อนย้ายเงินทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน การเคลื่อนย้ายบุคลากรที่มีทักษะ และการเชื่อมโยงด้านพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของภูมิภาคในระยะยาว
นางสาวกิริฎา กล่าวว่า ความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากสินค้าเกษตร จะเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญของอาเซียนในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว เนื่องจากภูมิภาคมีฐานการผลิตภาคเกษตรที่เข้มแข็ง ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การผลิตสินค้ามูลค่าสูง อาทิ อาหารฟังก์ชัน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และพลาสติกชีวภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การผลิต (Carbon Footprint) และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจชีวภาพของภูมิภาค
รวมทั้งอาเซียนควรมุ่งสู่การทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ (Co-creation) ระหว่างประเทศสมาชิก โดยใช้จุดแข็งเฉพาะด้านของแต่ละประเทศมาสร้างความเชื่อมโยงและเติมเต็มซึ่งกันและกันจะช่วยเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานอาหารและผลิตภัณฑ์ชีวภาพแห่งอนาคตให้มีความเข้มแข็งและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น