IRPC โชว์ผลกำไร 2,921 ล้านบาท พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ Recapitalize Plus เสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจ รุกบริหารสินทรัพย์ ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน
นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 บริษัทมีรายได้จากการขายสุทธิ 80,797 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,018 ล้านบาท หรือร้อยละ 19 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2569
โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น และมี Market GIM อยู่ที่ 10,354 ล้านบาท หรือ 17.12 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากไตรมาส 1/2569
ประกอบกับสถานการณ์น้ำมันดิบในไตรมาส 2/2569 ได้รับแรงหนุนจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ตลาดน้ำมันโลกเผชิญภาวะอุปทานตึงตัวอย่างมีนัยสำคัญ ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ทำให้เกิดกำไรจากสต็อกน้ำมัน 717 ล้านบาท หรือ 1.19 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ขณะที่มีการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่ได้รับ (NRV) 3,217 ล้านบาท หรือ 5.32 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และขาดทุนจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมันที่เกิดขึ้นจริง (Realized Oil Hedging) 1,187 ล้านบาท หรือ 1.96 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ทั้งนี้ จากรายการดังกล่าว บริษัทบันทึก Net Inventory Loss รวม 3,687 ล้านบาท หรือ 6.09 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้บริษัทมี Accounting GIM จำนวน 6,667 ล้านบาท หรือ 11.03 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 11,150 ล้านบาท หรือ 18.76 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2569
นายเทอดเกียรติ กล่าวว่าส่งผลให้บริษัทมี EBITDA จำนวน 4,070 ล้านบาท ลดลง 10,680 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2569 โดยในไตรมาส 2/2569 บริษัทบันทึกกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมัน 2,051 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2569 ที่บันทึกขาดทุน 1,981 ล้านบาท
“ในไตรมาส 2/2569 จึงมีกำไรสุทธิ 2,921 ล้านบาท ลดลง 4,968 ล้านบาท หรือร้อยละ 63 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2569”
สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรก บริษัทมี EBITDA จำนวน 18,819 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17,000 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 10,810 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ที่ขาดทุนสุทธิ 3,338 ล้านบาท
นายเทอดเกียรติ กล่าวถึงแผนดำเนินธุรกิจว่า บริษัทยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ Recapitalize Plus อย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายพอร์ตธุรกิจพลังงานสะอาด โดยร่วมกับ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) และพันธมิตร พัฒนาโครงการนาทับพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ ระยะที่ 1 (NSP-I) บนพื้นที่กว่า 716 ไร่ จังหวัดสงขลา ผ่านบริษัท ไออาร์พีซี คลีนพาวเวอร์ จำกัด ซึ่ง IRPC ถือหุ้น 49%
โดยโครงการมีกำลังการผลิตติดตั้ง 98 เมกะวัตต์ (MWdc) และคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในเดือนธันวาคม 2571 นับเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดและเพิ่มมูลค่าการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่ดินของบริษัทควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและเป้าหมาย Net Zero ของกลุ่ม ปตท. พร้อมสร้างแพลตฟอร์มการเติบโตใหม่และโอกาสสร้างรายได้อย่างยั่งยืนจากธุรกิจพลังงานสะอาดในอนาคต
นอกจากนี้ บริษัทเดินหน้าต่อยอดการใช้ประโยชน์จากที่ดิน และโครงสร้างพื้นฐานภายในเขตประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซี จังหวัดระยอง ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ EEC และมีความพร้อมด้านท่าเรือ พลังงาน น้ำ และสาธารณูปโภคครบวงจร พร้อมรองรับโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
“แนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 3/2569 บริษัทคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบมีแนวโน้มอ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อน จากการฟื้นตัวของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และการทยอยเพิ่มกำลังการผลิตของโอเปก พลัส ส่งผลให้อุปทานน้ำมันเข้าสู่ตลาดมากขึ้น แต่ยังคงมีความผันผวนจากความไม่แน่นอนของผลการเจรจาระหว่างสหรัฐอและอิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์การขนส่งน้ำมันและอุปทานในตลาดโลก”
ด้านตลาดปิโตรเคมี คาดว่าจะยังเผชิญแรงกดดันจากอุปทานที่เพิ่มขึ้น ภายหลังการขนส่งวัตถุดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซทยอยกลับสู่ภาวะปกติ และผู้ผลิตในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะจีนและมาเลเซีย กลับมาเดินเครื่องการผลิตหลังเสร็จสิ้นการปิดซ่อมบำรุง
อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบ ต้นทุนวัตถุดิบ และภาวะอุปทานในตลาด หากความตึงเครียดกลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้ง