เดินหน้า Creative–Visitor Economy ผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจประสบการณ์ ดึงวัฒนธรรม อัตลักษณ์ สร้างประสบการณ์ เชื่อมคนสู่พื้นที่ กระจายรายได้ถึงชุมชน

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy เป็นประธานการประชุมคณะทำงานฯ ครั้งที่ 2/2569 เพื่อหารือแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ภายใต้กรอบการทำงานของคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมครั้งนี้ต่อยอดจากการประชุมนัดแรก

โดยมีสาระสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ รูปแบบการทำงานของคณะทำงาน แนวทางยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่ High Value ที่สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การสร้างระบบนิเวศของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และรายการประเด็นสำคัญ (Priority) ที่ต้องผลักดันต่อจากนี้ เน้นหลักการ 2 ภารกิจคู่ขนาน หนึ่งคือการหา “ปุ๋ย” สร้างระบบนิเวศใหม่ให้ความคิดสร้างสรรค์ และสองคือ “คราด” กวาดอุปสรรค/ปัญหาและหาแนวทางแก้ไข

โดยเดินหน้าขับเคลื่อน Creative Economy เชื่อม Visitor Economy เปลี่ยนทุนวัฒนธรรม อัตลักษณ์ สินค้า GI และทรัพย์สินทางปัญญา ให้เป็นประสบการณ์ดึงดูดผู้มาเยือน สู่ High Value ใช้กรอบ “น้ำตกสี่ชั้น” สร้างระบบนิเวศเชื่อมโยง 6 กลุ่มผู้เล่นหลัก ทั้งภาครัฐ เอกชนรายใหญ่ เอสเอ็มอี ท้องถิ่น ภาควิชาการ และเครือข่ายต่างประเทศ ผ่าน Data-driven เพื่อเร่งขับเคลื่อน Quick Win ภายใน 6 เดือน–1 ปี และ Big Win 2–3 ปี

ส่วนแนวทางยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่ High Value คณะทำงานมุ่งสร้าง “คุณค่าสูง” (High Value) ที่ส่งผลกระทบจริงต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพียงตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น โดยที่ประชุมเสนอกรอบคิด “น้ำตกสี่ชั้น” คือการมองเศรษฐกิจผู้มาเยือนให้ครบมิติ แบ่งเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง/การมาเยือนออกเป็น 4 ชั้น ได้แก่ (1) Experience Economy (2) Visitor Economy ซึ่งเป็นจุดโฟกัสหลักของคณะทำงาน (3) Tourism Economy และ (4) Local Economy เพื่อให้เห็นคุณค่าของคนแต่ละกลุ่มแยกจากกัน แทนที่จะรวมทุกอย่างเป็นคำว่า “นักท่องเที่ยว” เพียงคำเดียว

คณะทำงานได้แลกเปลี่ยนความเห็นและเสนอแนวทางในการขับเคลื่อน อาทิ (1) ความเป็นไปได้ในการพัฒนา Model Sandbox โดยใช้พื้นที่หลักในเมืองรองเป็นพื้นที่นำร่อง เช่น Krabi Sandbox ผ่านยุทธศาสตร์ 3 ด้าน — Create Value (ต่อยอดสินค้า GI/อัตลักษณ์ท้องถิ่น) Curated Entrepreneur (ยกระดับผู้ประกอบการให้ออกแบบประสบการณ์ ไม่ใช่แค่ขายสินค้า) และ Connect to Market (จับคู่ธุรกิจ/ใช้ Digital Content เป็นสื่อ)

(2) Design Purpose Travel ผลักดันไทยเป็น Global Platform ให้คนทั่วโลกเดินทางมาเพื่อมีส่วนร่วม เชื่อมโยง และสร้างโอกาสทางธุรกิจและ การลงทุน ผ่านงาน Art Fair, Exhibition, Festival และ Event ระดับนานาชาติ (3) ส่งเสริมการออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวจากเรื่องเล่าและกิจกรรมในพื้นที่ (Walk and Talk Lab) ด้วยการใช้ข้อมูล (Data) Strategic Canvas และ Agentic AI เพื่อสร้างองค์ความรู้ทางการตลาด วิเคราะห์ และออกแบบผลิตภัณฑ์ และทดลองขาย วัดผล ปรับปรุง (Market-tested Product)

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data Driven) โดยการจัดทำฐานข้อมูลผู้มาเยือนตลอดการเดินทาง โดยเชื่อมโยง/รวบรวมข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับการสร้างประสบการณ์ เช่น ผู้ประกอบการร้านอาหาร ร้านค้า ที่พัก ผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ ประกันภัย เพื่อทำให้เข้าใจผู้มาเยือนและสามารถออกแบบประสบการณ์ สินค้า และบริการได้ตรงเป้าหมาย

นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือเพื่อนำบทเรียนจากต่างประเทศมาปรับใช้ เช่น การจัดทำและแผนพัฒนาการท่องเที่ยวฉบับใหม่ของจีนที่เน้น Re-invent ของเก่าให้เป็น Cluster ตอบโจทย์ Experience & Emotional Economy แทนการสร้างของใหม่ทั้งหมด และแนวคิด “Fight Mode” ของเวียดนามเพิ่มความคล่องตัวในการทบทวนและแก้กฎหมาย/กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคอย่างรวดเร็ว โดยไม่กลัวความผิดพลาด เป็นต้น

ทั้งนี้ คณะทำงานฯ จะนำข้อเสนอจากการประชุมไปพัฒนาต่อ และสกัด Voice ออกจาก Noise เพื่อกลั่นและจัดลำดับข้อเสนอ ก่อนเสนอต่อคณะอนุกรรมการฯ เพื่อผลักดันให้ Creative Economy และ Visitor Economy เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญ ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย พร้อมกระจายโอกาส และรายได้ลงสู่พื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน