ARAYA เดินหน้าขยายเฟส 2 อีก 2 หมื่น ตร.ม. รับลงทุนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง–AI ปั้นนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ดึงฐานผลิตใหม่แข่งเวียดนาม–อินโดนีเซีย

น.ส.กมลกาญจน์ คงคาทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทเตรียมเดินหน้าพัฒนาเฟส 2 ของ ARAYA Industrial and Logistics Hub เพิ่มอีกประมาณ 20,000 ตารางเมตร รองรับความต้องการพื้นที่ของผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้น โดยขณะนี้เริ่มมีผู้สนใจเข้ามาสอบถามและอยู่ระหว่างการพิจารณาผู้เช่า

โดยทิศทางการลงทุนระยะต่อไปจะเน้นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโตสูง โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เทคโนโลยี โลจิสติกส์ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของดีมานด์จากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แบบเดิมไปสู่การผลิตที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงและเชื่อมโยงกับ AI มากขึ้น ซึ่งมีนักลงทุนจากเอเชีย สหรัฐ และยุโรปให้ความสนใจเข้ามาตั้งฐานในประเทศไทย

“ตลาดไม่ได้ต้องการเพียงพื้นที่โรงงาน แต่ต้องการพื้นที่ธุรกิจแบบครบวงจร ที่สามารถรองรับทั้งการผลิต การวิจัยและพัฒนา และการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ไว้ในพื้นที่เดียวกัน และพื้นที่รองรับพนักงานไว้ด้วยกัน เพื่อให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ทั้งนี้ บริษัทไม่ได้วางตำแหน่งโครงการให้มุ่งจับเฉพาะดาต้า เซ็นเตอร์แม้การลงทุน AI และดาต้า เซ็นเตอร์ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน แต่อารยะต้องการสร้างฐานลูกค้าที่หลากหลายและ พัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ที่สามารถรองรับทั้งการผลิต การวิจัยและพัฒนา และซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้อง

ปัจจุบันโครงการมีพื้นที่รวมประมาณ 3,800 ไร่ มีการขายพื้นที่แล้วราว 700 ไร่ และมีลูกค้าประมาณ 11-12 ราย โดยหนึ่งในผู้ลงทุนรายสำคัญคือ Infineon ผู้ผลิตชิประดับโลกจากเยอรมนี ซึ่งใช้พื้นที่ประมาณ 125 ไร่ ขณะที่อาคารแรกก่อสร้างแล้วเสร็จและมีพนักงานเข้าปฏิบัติงานประมาณ 200-300 คน พร้อมเตรียมพัฒนาอาคารหลังที่ 2 ในช่วงต้นปี 2570

ขณะเดียวกัน เทราคูล เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้เช่าพื้นที่เฟสแรกของ ARAYA Industrial and Logistics Hub ซึ่งเชี่ยวชาญเทคโนโลยีระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวสำหรับศูนย์ข้อมูล (Liquid Cooling) สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ดาต้า เซ็นเตอร์ สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสของไทยในการดึงดูดธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่ AI โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ประกอบการ ดาต้า เซ็นเตอร์โดยตรง

สำหรับแผนระยะยาว อารยะเตรียมวางระบบไฟฟ้ารองรับพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 500 เมกะวัตต์ พร้อมให้ความสำคัญกับเสถียรภาพและระบบสำรองไฟฟ้า เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการผลิตขั้นสูงที่ต้องการระบบสาธารณูปโภคที่มีความมั่นคงสูง

นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนา ศูนย์บริการและพื้นที่ส่วนกลางสำหรับผู้ประกอบการ ประกอบด้วยโรงงานและคลังสินค้าพร้อมใช้ที่มีความยืดหยุ่น และศูนย์บริการชุมชน รวมถึงต่อยอดสู่ ชุมชนที่รองรับทั้งการอยู่อาศัยและพื้นที่เชิงพาณิชย์ รองรับการขยายตัวของแรงงานและประชากรในพื้นที่ โดยในระยะยาวคาดว่าจะสามารถรองรับประชากรได้ประมาณ 50,000 คน

“บริษัทอยู่ระหว่างยื่นขอขยายเขตนิคมอุตสาหกรรมให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด และผลักดันโครงการสู่ Smart Industrial Estate โดยคาดว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลักจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี ขณะที่ผู้ประกอบการจะทยอยลงทุนและพัฒนาโรงงานตามแผนธุรกิจ”

น.ส.กมลกาญจน์ กล่าวว่า การแข่งขันดึงดูดฐานการผลิตใหม่ในอาเซียนจะเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ไทยยังมีจุดแข็งจากระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งฐานอุตสาหกรรมเดิม ซัพพลายเชน นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่มีฐานการผลิตในไทยมานาน

“โอกาสของไทยจากการลงทุน AI ไม่ได้อยู่เพียงการเป็นที่ตั้ง Data Center แต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การผลิตอัจฉริยะ และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งไทยมีระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่พร้อมรองรับ ที่สามารถต่อยอดได้ทันที ขณะที่บางประเทศยังต้องใช้เวลาในการสร้างระบบนิเวศให้มีความพร้อม”

สำหรับ ARAYA Industrial and Logistics Hub ตั้งอยู่บนถนนบางนา-ตราด กม.32 ภายในโครงการ ARAYA – The Eastern Gateway เชื่อมต่อสนามบินสุวรรณภูมิ พื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และเครือข่ายคมนาคมและกระจายสินค้าสำคัญของประเทศ โดยบริษัทตั้งเป้าใช้ทำเลและโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวเป็นฐานรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการผลิตยุคใหม่ในระยะยาว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน