วิศวกรรมสถาน-ประชาชน ประสานเสียง จี้รัฐคุมเหล็กเส้นตั้งแต่ต้นทาง ย้ำ “ความปลอดภัยต้องมาก่อน” ยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมยั่งยืน

จากกรณีการถกเถียงเรื่องมาตรฐานเหล็กเส้นที่ผลิตจากเตาหลอมแบบ Induction Furnace (IF) ล่าสุด วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงจุดยืนทางวิชาการ ควบคู่ไปกับเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนที่เรียกร้องให้ความปลอดภัยต้องอยู่เหนือผลกำไร โดยมุ่งหวังให้เกิดการปฏิรูปอุตสาหกรรมเหล็กที่สมดุลทั้งในมิติความมั่นคงของโครงสร้าง ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

ความปลอดภัยที่ต่อรองไม่ได้: หัวใจหลักของมาตรฐานใหม่

วิศวกรรมสถาน ยืนยันจุดยืนความเป็นสถาบันวิชาการที่เป็นกลาง โดยมุ่งเน้นที่ประโยชน์สูงสุดด้านความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ สอดคล้องกับเสียงจากสภาองค์กรของผู้บริโภคและตัวแทนภาคประชาชนที่ย้ำว่า “ความปลอดภัยไม่สามารถต่อรองได้” เนื่องจากเหล็กเส้นเป็นวัสดุที่เมื่อนำไปฝังในโครงสร้างอาคารแล้วไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้ง่าย ความผิดพลาดจึงหมายถึงความเสียหายระยะยาวที่ประเมินค่าไม่ได้

นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องให้มีการปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ให้เข้มงวดและทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว โดยเน้นว่าเหล็กที่ใช้ต้องมีคุณภาพสม่ำเสมอ ตรวจสอบได้ และมีสมบัติด้านความเหนียว (Ductility) รวมถึงความทนทานต่อความล้า (Fatigue) สำหรับงานสำคัญอย่างสะพานหรือรถไฟความเร็วสูง

มิติทางเศรษฐกิจ : การยกระดับมาตรฐานกับการแข่งขันที่โปร่งใส

ในมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์และวิศวกรรม การยกระดับมาตรฐานไม่ใช่เพียงการเพิ่มต้นทุน แต่คือการเพิ่มประสิทธิภาพ วิศวกรรมสถานเสนอแนวทางการจำแนกการใช้งานตามความเสี่ยงของโครงสร้าง เช่น โครงสร้างสำคัญต้องใช้เหล็กสมรรถนะสูง ขณะที่อาคารทั่วไปใช้เกรดปกติ ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับประเทศชั้นนำอย่างญี่ปุ่น

นวัตกรรมและสิ่งแวดล้อม : มุ่งสู่ Carbon Zero

การยกระดับคุณภาพเหล็กยังถูกเชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม โดย วิศวกรรมสถานสนับสนุนการพัฒนาเหล็กกำลังสูงชั้นคุณภาพ SD60 และ SD70 ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการใช้ทรัพยากรในงานก่อสร้างลงได้ การพัฒนานี้ต้องดำเนินควบคู่ไปกับแนวทางลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเป้าหมาย Carbon Zero Emission เพื่อให้ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม วิศวกรรมสถานย้ำว่าหัวใจสำคัญคือการควบคุมกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการปรุงแต่งน้ำเหล็กให้บริสุทธิ์ หรือการควบคุมส่วนผสมทางเคมีให้สม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าเหล็กทุกเส้นที่นำมาใช้ในโครงสร้างมีความปลอดภัยสูงสุดต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งเป็นจุดยืนร่วมกันของทั้งผู้เชี่ยวชาญและภาคประชาชนในขณะนี้

สียงจากประชาชน…ความปลอดภัยต้องมาก่อน

รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะที่ ภาคประชาชนแสดงความกังวลว่า การแข่งขันด้านราคา อาจทำให้มีการใช้เหล็กราคาถูกแต่ขาดความสม่ำเสมอของเนื้อเหล็ก

โดยเสียงจากประชาชนในเวทีรับฟังความคิดเห็นร่างมาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต หรือเหล็กข้ออ้อย มอก.24-2559 เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา สะท้อนจุดยืนชัดเจนว่า มาตรฐานเหล็กต้องยกระดับให้ชัดเจน ตรวจสอบได้ และให้ความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินเป็นอันดับแรก พร้อมเสนอให้รัฐควบคุมตั้งแต่กระบวนการผลิต ไม่ใช่ตรวจเฉพาะผลิตภัณฑ์ปลายทาง

“ภาคประชาชนเรียกร้องให้มีการควบคุมการผลิดเหล็ก ตั้งแต่ต้นทางกระบวนการผลิต และเสนอให้บังคับแสดงข้อมูลวัสดุ ณ จุดขาย เพื่อให้ผู้บริโภคใช้ประกอบการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้อย่างมั่นใจ โดยมองว่าการลดต้นทุนไม่ควรแลกกับชีวิตประชาชน”

ขณะเดียวกัน หากยังมีความเสี่ยงด้านความสม่ำเสมอของเนื้อเหล็ก การตรวจสอบเฉพาะสินค้าสำเร็จรูปอาจไม่เพียงพอ จึงเสนอให้มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ เปิดเผยข้อมูลกระบวนการผลิต และพิจารณาจำกัดการใช้เหล็กจากกรรมวิธีที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ความปลอดภัยได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในโครงสร้างสำคัญ

คุณนิสรา แก้วสุข จากสภาองค์กรของผู้บริโภค ระบุว่า ผู้บริโภคควรได้รับความปลอดภัยที่พิสูจน์ได้ จึงควรควบคุมมาตรฐานตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงผลิตภัณฑ์ พร้อมเสนอให้เปิดเผยข้อมูลชนิดวัสดุและมาตรฐานเหล็ก ณ จุดขาย เพื่อให้ผู้ซื้อบ้าน คอนโดมิเนียม และอสังหาริมทรัพย์สามารถใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน