“ศรพล” เลขาธิการ กบข. คนใหม่ เปิดวิสัยทัศน์ยกระดับกองทุนสู่สถาบันสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาว ชี้สมาชิกเกษียณได้รับเงินก้อนเฉลี่ย 1–1.5 ล้านบาท ยังไม่เพียงพอ เตรียมใช้ Financial Data Ecosystem–AI ออกแบบบริการเฉพาะบุคคล พร้อมศึกษา TPA เพิ่มประสิทธิภาพลงทุน เล็งแก้กฎหมายเปิดทางอดีตสมาชิกและข้าราชการบำนาญ “ออมต่อ” ขณะที่ผลตอบแทนแผนหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีถึง 16 ส.ค. สูง 34.69% และหุ้นต่างประเทศ 24.19%
นายศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ภายหลังเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการ กบข. คนที่ 8 ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 ได้กำหนดวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด “สร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับข้าราชการไทยและประเทศชาติ” มุ่งยกระดับการลงทุนมืออาชีพ ดูแลสมาชิกอย่างเข้าใจ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยั่งยืน
โดยข้อมูลปัจจุบัน สมาชิก กบข. ที่เกษียณอายุราชการได้รับเงินก้อนจากกองทุนเฉลี่ยประมาณ 1-1.5 ล้านบาท ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่เพียงพอต่อการสร้างความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ สะท้อนให้เห็นว่าสมาชิกจำนวนมากยังมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
ทั้งนี้เส้นทางสู่เกษียณมั่นคง ต้องเริ่มจากการออมให้เร็ว ออมให้เพียงพอ และเลือกแผนการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อให้มีเงินออมที่สามารถรองรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างยั่งยืน กบข. จึงได้กำหนดแนวทางการบริหารงานในระยะต่อไป
โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับการดูแลสมาชิก สร้างระบบนิเวศข้อมูลการเงิน (Financial Data Ecosystem) เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานพันธมิตรที่สำคัญ อาทิ กระทรวงการคลัง บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) กองทุoเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
เพื่อนำข้อมูลมาสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินและความต้องการของสมาชิกแต่ละกลุ่ม สู่การออกแบบบริการและคำแนะนำที่ตรงกับความต้องการมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ กบข. ยังมีแนวคิดผลักดันการปรับปรุงกฎหมายขยายสิทธิ์ทางเลือกการบริหารเงินเพื่อวัยเกษียณ (ออมต่อ) สำหรับอดีตสมาชิก และข้าราชการบำนาญ สามารถนำส่งเงินเข้ามาออมกับ กบข. ได้ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวและลดความเสี่ยงจากภัยมิจฉาชีพทางการเงิน
ส่วนในด้านการลงทุน จากสถานการณ์การลงทุนในปัจจุบันที่มีความซับซ้อนและผันผวนมากขึ้น ทั้งปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก ส่งผลให้ประสิทธิภาพของการกระจายความเสี่ยงสินทรัพย์ลดลง กบข. จึงจำเป็นต้องศึกษาการพัฒนาแนวทางการจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์รูปแบบใหม่ (Total Portfolio Approach: TPA)
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนระยะยาวที่เหมาะสมให้แก่สมาชิก โดยปัจจุบัน กบข. ได้เริ่มนำแนวคิด Hybrid TPA มาประยุกต์ใช้แล้ว และจะเดินหน้ายกระดับกระบวนการลงทุนให้มีความยืดหยุ่นและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกมากยิ่งขึ้น
พร้อมกันนี้ กบข. จะมุ่งยกระดับบทบาทสู่ผู้นำด้านการลงทุนอย่างยั่งยืน (ESG Leadership) ผ่านการขับเคลื่อนแนวทาง Active Ownership และบูรณาการหลัก ESG เข้ากับกระบวนการลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้สมาชิก ควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืนของประเทศ
นอกจากนี้ กบข. จะขับเคลื่อนองค์กรพร้อมก้าวสู่อนาคต (Data & AI Organization) ด้วยการวางฐานข้อมูล พัฒนาคนและสร้างวัฒนธรรมองค์กร โดยนำ AI มาใช้ในการประมวลผลในงานด้านลงทุน บริการสมาชิก และเพิ่มประสิทธิภาพในองค์กร เพื่อให้ทำงานรวดเร็ว ลดงานซ้ำซ้อนและความผิดพลาด พร้อมทั้งช่วยให้ตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น
“กบข. จะเป็นมากกว่าผู้บริหารเงินออมเพื่อการเกษียณ แต่จะเป็นสถาบันหลักด้านความมั่นคงทางการเงินระยะยาวของสมาชิกและประเทศ เราจะขับเคลื่อนองค์กรด้วยความเข้าใจสมาชิก การลงทุนอย่างมืออาชีพ และการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อให้สมาชิกทุกคนมีเส้นทางสู่การเกษียณที่มั่นคง พร้อมทำให้เงินลงทุนของ กบข. เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ” ดร.ศรพล กล่าว
สำหรับผลตอบแทน กบข. ตั้งแต่ต้นปีถึง 16 ส.ค. 2569 แผนการลงทุนพื้นฐานทั่วไป อยู่ที่ 8.08% แผนการลงทุนตามหลักชะรีอะฮ์ 20.41% แผนหุ้นต่างประเทศ 24.19% แผนหุ้นไทย 34.69% ซึ่งในช่วงที่เหลือของปีนี้ ยังต้องติดตามความเสี่ยงฟองสบู่ AI Semiconductor (กลุ่มหน่วยความจำ) ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย ผลตอบแทนตราสารหนี้ระยะยาว กำแพงภาษีการค้าและการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ