ฮั่วเซ่งเฮง มองแนวโน้มทองคำกลับมาเป็นขาขึ้น หลังทะลุแนวต้านสำคัญ 4,500–4,515 ดอลลาร์ รับแรงหนุนจากหนี้สหรัฐฯ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ แรงซื้อธนาคารกลางและ Gold ETF ฟื้น จับตา แจ็คสัน โฮล – FOMC ก.ย.นี้ ชี้ทิศทางดอกเบี้ยและ Bond Yield พร้อมคงเป้าทองปี 2569 ที่ 4,900–5,000 ดอลลาร์ หรือทองไทย 74,000–75,000 บาท

วันที่ 27 ส.ค. 2569 ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินแนวโน้มราคาทองคำเริ่มกลับมาเป็นบวกทั้งด้านปัจจัยพื้นฐานและเทคนิค หลังราคาทองสามารถทะลุแนวต้านสำคัญบริเวณ 4,500–4,515 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับเส้นค่าเฉลี่ย SMA200 ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังได้รับแรงหนุนจากความกังวลต่อเสถียรภาพทางการคลังของสหรัฐฯ หลังหนี้รัฐบาลทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ประกอบกับแรงซื้อจากธนาคารกลางและกระแสเงินลงทุนใน Gold ETF ที่เริ่มฟื้นตัว

ทั้งนี้ ฮั่วเซ่งเฮงมองว่า ปัจจัยดังกล่าวมีโอกาสสนับสนุนราคาทองคำในระยะกลางถึงระยะยาว แม้ระยะสั้นยังต้องระวังแรงขายทำกำไร หลังราคาปรับตัวขึ้นเกือบ 600 ดอลลาร์ภายในเดือนเดียว โดยนักลงทุนควรจับตาการประชุมเศรษฐกิจประจำปีที่ Jackson Hole ระหว่างวันที่ 27–29 ส.ค. และการประชุม FOMC ในเดือนกันยายน ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์

Treasury Buyback เพิ่มวงเงิน ช่วยลดแรงกดดัน Bond Yield

หนึ่งในปัจจัยที่ตลาดให้ความสนใจคือกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เพิ่มขนาดโครงการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว หรือ Treasury Buyback โดยเพิ่มวงเงินสูงสุดต่อครั้งจาก 2,000 ล้านดอลลาร์ เป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ ครอบคลุมพันธบัตรอายุ 10–20 ปี และ 20–30 ปี ในช่วงวันที่ 9 ก.ย.–4 พ.ย. 2569

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายสนับสนุนสภาพคล่องและประสิทธิภาพการทำงานของตลาดพันธบัตรระยะยาว ท่ามกลางแรงขายที่เกิดจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ หนี้รัฐบาล และทิศทางนโยบายการเงิน

ทั้งนี้ Treasury Buyback ไม่ใช่มาตรการ QE เนื่องจากไม่ได้เป็นการสร้างเงินหรือขยายงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม แม้วงเงินซื้อคืนจะไม่สูงเมื่อเทียบกับขนาดตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ แต่มีส่วนช่วยลดแรงกดดันต่อ Bond Yield ระยะยาวในระยะแรก ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ เนื่องจากช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกผล

หนี้สหรัฐฯ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มความกังวลการคลัง

อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นครั้งแรก ท่ามกลางการขาดดุลงบประมาณและภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ในระยะสั้น ความต้องการระดมทุนจำนวนมากของรัฐบาลสหรัฐฯ อาจเพิ่มอุปทานพันธบัตรและกดดันให้ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ แต่ในระยะกลางและระยะยาว หากตลาดเริ่มตั้งคำถามต่อความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐฯ รวมถึงภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ความต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์สกุลดอลลาร์อาจเพิ่มขึ้น และกลายเป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้างต่อทองคำ

ฮั่วเซ่งเฮงจึงมองว่า หนี้สหรัฐฯ เป็นปัจจัยที่มีผลต่อทองคำในสองด้าน โดยระยะสั้นอาจกดดันราคาผ่าน Bond Yield แต่หากความกังวลด้านเสถียรภาพทางการคลังเพิ่มขึ้น จะเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำในระยะยาว

ธนาคารกลาง–Gold ETF กลับมาซื้อ หนุนตลาดทอง

ด้านอุปสงค์ทองคำทั่วโลกยังมีสัญญาณแข็งแกร่ง โดยข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า ความต้องการทองคำทั่วโลกในไตรมาส 2/2569 รวมตลาด OTC อยู่ที่ 1,269 ตัน ส่งผลให้ความต้องการทองคำในช่วงครึ่งแรกของปีเพิ่มขึ้น 2% มาอยู่ที่ 2,522 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3.8 แสนล้านดอลลาร์

แรงซื้อจากธนาคารกลางยังเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ช่วยพยุงตลาด โดยธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำสุทธิ 289 ตันในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 62% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ 45% ของธนาคารกลางที่เข้าร่วมการสำรวจของ World Gold Council ระบุว่ามีแผนเพิ่มสัดส่วนทองคำสำรองในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

ขณะเดียวกัน Gold ETF เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว โดยเดือนกรกฎาคมมีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ปริมาณทองคำที่กองทุนทั่วโลกถือครองเพิ่มขึ้น 23 ตัน มาอยู่ที่ 4,068 ตัน หลังจากมีเงินไหลออกต่อเนื่องในช่วง 2 เดือนก่อนหน้า สะท้อนว่าความต้องการลงทุนในทองคำเริ่มกลับมา แม้ราคาจะอยู่ในระดับสูง

จับตาประชุม แจ็คสัน โฮล ชี้ทิศทางดอกเบี้ย

สำหรับการประชุม แจ็คสัน โฮล (Jackson Hole) ระหว่างวันที่ 27–29 ส.ค.นี้ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ตลาดทองคำต้องจับตา เนื่องจากนักลงทุนจะประเมินสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของเฟด ก่อนเข้าสู่การประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ FOMC ในเดือนก.ย.นี้

หากประธานเฟดส่งสัญญาณผ่อนคลายมากกว่าที่ตลาดคาด อาจช่วยลดแรงกดดันต่อ Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ แต่หากเฟดยังคงให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและส่งสัญญาณดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวด ทองคำอาจเผชิญความผันผวนในระยะสั้น

นอกจากนี้ ตลาดยังต้องติดตามเงินเฟ้อ ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว รวมถึงทิศทางค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งล้วนมีผลต่อราคาทองคำ

ทองทะลุ SMA200 ฮั่วเซ่งเฮงคงเป้า 5,000 ดอลลาร์

ในด้านเทคนิค ฮั่วเซ่งเฮงระบุว่า ราคาทองคำปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังสามารถ Breakout ผ่านแนวต้านบริเวณ 4,500–4,515 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นแนว SMA200 ส่งผลให้ภาพระยะกลางถึงระยะยาวกลับมาเป็นขาขึ้นมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลังราคาปรับขึ้นอย่างรวดเร็วเกือบ 600 ดอลลาร์ ภายในเดือนเดียว นักลงทุนยังต้องระวังแรงขายทำกำไรและความผันผวน โดยเฉพาะในช่วงก่อนและหลังการประชุม แจ็คสัน โฮล รวมถึง FOMC เดือนก.ย.นี้

ฮั่วเซ่งเฮงยังคงเป้าหมายราคาทองคำปี 2569 ที่ 4,900–5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 74,000–75,000 บาทต่อบาททองคำ โดยมองว่าหากราคาย่อตัวแต่ยังรักษาโครงสร้างขาขึ้นไว้ได้ จะเป็นจังหวะทยอยสะสม

สำหรับกลยุทธ์ระยะสั้น ประเมินแนวรับทองคำบริเวณ 4,425–4,455 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือทองคำไทยประมาณ 69,150–69,450 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่นักลงทุนไทยควรติดตามทิศทางเงินบาทควบคู่กัน เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อราคาทองคำในประเทศ

ฮั่วเซ่งเฮงมองว่า ทิศทางทองคำระยะต่อไปจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับดอกเบี้ยเฟดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาร่วมกันทั้ง Bond Yield ค่าเงินดอลลาร์ ความเสี่ยงด้านหนี้สหรัฐฯ กระแสเงินลงทุนใน Gold ETF และแรงซื้อจากธนาคารกลาง โดยปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวชี้ว่าการทะลุแนว SMA200 ครั้งนี้จะต่อยอดเป็นรอบขาขึ้นระยะยาวได้มากเพียงใด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน