กลุ่มบริษัทบางจากร่วมเวที “New Energy for Thailand” ชูพลังงานชีวภาพ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 2% ของจีดีพี มูลค่า 1.53 แสนล้าน ลดนำเข้าน้ำมัน 6.3 หมื่นล้าน
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมงาน “New Energy for Thailand: เปลี่ยนผ่านพลังงาน เดิมพันอนาคตไทย” จัดโดยกองบรรณาธิการมติชน เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2569 ว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันด้านทรัพยากรจากการเติบโตของ AI และความผันผวนของตลาดพลังงาน จำเป็นต้องมีทางเลือกที่หลากหลาย เพื่อสร้างความมั่นคงและความยืดหยุ่นด้านพลังงาน (Energy Security & Resiliency)
ทั้งนี้ ภาคขนส่งเป็นภาคที่มีบทบาทสำคัญต่อการใช้พลังงานของประเทศ โดยคิดเป็น 41% ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย และใช้น้ำมันประมาณ 76% ของการใช้น้ำมันขั้นต้น ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านพลังงานภาคขนส่งไม่ควรพึ่งพาเทคโนโลยีหรือเชื้อเพลิงเพียงรูปแบบเดียว แต่ควรเดินหน้าทั้งการใช้พลังงานไฟฟ้าและเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบขนส่งที่ไทยมีอยู่แล้ว
หนึ่งในทางเลือกที่สามารถดำเนินการได้ทันที คือการเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพแบบ Drop-in ซึ่งสามารถใช้กับเครื่องยนต์และระบบเชื้อเพลิงเดิมได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ ช่วยให้ไทยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากต่างประเทศ พร้อมเพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในประเทศและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ที่นำเสนอ หากประเทศไทยเพิ่มสัดส่วน Biofuel Drop-in เป็น 20% จะมีศักยภาพสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเทียบเท่าประมาณ 2% ของจีดีพี (GDP) ผ่านการเพิ่มการใช้จ่ายภายในประเทศประมาณ 153,000 ล้านบาท และลดการนำเข้าน้ำมันได้ประมาณ 63,000 ล้านบาท ทั้งยังช่วยสร้างงาน กระจายรายได้ และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานจากการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ
“การเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องไม่มองเพียงเรื่องการลดคาร์บอน แต่ต้องมองถึงความมั่นคงและความยืดหยุ่นของระบบพลังงานด้วย เราต้องสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพแบบ Just-in-Time กับความพร้อมรับความผันผวนแบบ Just-in-Case”
สำหรับแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวพระราชดำริด้านพลังงานในการพัฒนาพลังงานทดแทนจากทรัพยากรที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้เอง อาทิ การพัฒนาไบโอดีเซลจากปาล์ม ซึ่งสะท้อนแนวคิดการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานและการใช้ทรัพยากรภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ปัจจุบันเราได้ต่อยอดการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพไปสู่การเดินทางหลายรูปแบบ ทั้งทางอากาศ ทางถนน และทางเรือ โดยมีการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน HEFA-SPK SAF กำลังการผลิต 1 ล้านลิตรต่อวัน ผลิต HVO หรือกรีนดีเซลสำหรับการขนส่งทางถนน รวมถึง B24 สำหรับภาคการเดินเรือ
นายชัยวัฒน์กล่าวว่า การพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพจึงไม่ได้เป็นเพียงการทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่เป็นการสร้างห่วงโซ่มูลค่าใหม่จากวัตถุดิบในประเทศ ตั้งแต่ภาคเกษตร การผลิตเชื้อเพลิง ไปจนถึงผลิตภัณฑ์พลังงานมูลค่าสูง
“เชื้อเพลิงชีวภาพทุกหยดที่ผลิตในประเทศไทย ไม่ได้เพียงทดแทนการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ยังสร้างรายได้ในประเทศ ขยายห่วงโซ่มูลค่าทางเศรษฐกิจ และเป็นฐานสำหรับการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงอย่าง SAF, HVO และผลิตภัณฑ์ชีวภาพขั้นสูง”