“วราวุธ” ลงพื้นที่อยุธยา เช็กความพร้อมระบบป้องกันน้ำท่วม 3 นิคมฯ ย้ำสถานการณ์ปกติ กำชับพร้อมรับมือ 24 ชม. หนุน กนอ.–ผู้ประกอบการ ลุยช่วยชุมชนต่อเนื่อง
นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำและความพร้อมของระบบป้องกันอุทกภัยในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ผู้ประกอบการ และแรงงานในภาคอุตสาหกรรม พร้อมรับฟังรายงานการบริหารจัดการน้ำและการดูแลชุมชนโดยรอบนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำหลาก
นายวราวุธ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจความพร้อมของระบบป้องกันอุทกภัยใน 3 นิคมอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมนครหลวง มีแนวเขื่อนดินเสริมวัสดุป้องกันยาว 5.5 กิโลเมตร สูง 8.20 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง สถานีสูบน้ำ 1 สถานี (4 ชุด) กำลังสูบ 21,600 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง พร้อมบ่อหน่วงน้ำรับได้ 857,000 ลูกบาศก์เมตร
นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน มีเขื่อนดินเสริมคอนกรีตยาว 10 กิโลเมตร สูง 6 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง สถานีสูบน้ำ 4 สถานี (18 ชุด) กำลังสูบ 32,400 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง และบ่อหน่วงน้ำจุ 204,000 ลูกบาศก์เมตร
ส่วน นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) มีแนวเขื่อนดินเสริมวัสดุป้องกันยาว 11.1 กิโลเมตร สูง 5.40 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง พร้อมสถานีสูบน้ำกำลังสูบ 54,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง (5 ชุด) และบ่อหน่วงน้ำรับได้ 192,000 ลูกบาศก์เมตร โดยทุกนิคมอุตสาหกรรมมีระบบไฟฟ้าสำรองดีเซล รองรับการสูบน้ำต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 8 ชั่วโมง
น้ำยังปกติ ระดับห่างสันเขื่อนหลายเมตร
นายวราวุธ กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์น้ำปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2569) ยืนยันว่า ทุกนิคมฯ อยู่ในเกณฑ์ “ระดับ 1 (ปกติ-สีเขียว)” โดยระดับน้ำภายนอกยังอยู่ห่างจากสันเขื่อนในระดับปลอดภัย
โดยนิคมอุตสาหกรรมนครหลวง ระดับน้ำคลองบางพระครูอยู่ที่ 1.18 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง มีระยะห่างถึงสันเขื่อน 6.97 เมตร ขณะที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ที่ 2.88 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ห่างจากสันเขื่อน 3.12 เมตร และระดับน้ำด้านในคลองจิกอยู่ที่ 1.85 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ต่ำกว่าระดับถนนอุดมสรยุทธ์หน้านิคมอุตสาหกรรม 2.30 เมตร
ส่วนนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า ระดับน้ำจุดตรวจวัดอยู่ที่ 2.50 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ห่างจากสันเขื่อน 2.90 เมตร
ขณะที่ภาพรวมการระบายน้ำของ 2 เขื่อนหลัก มีการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา 450 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเขื่อนพระรามหก 30 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวม 480 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งยังต่ำกว่าเกณฑ์เฝ้าระวังสูงสุดที่กำหนดไว้ไม่เกิน 3,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีอย่างมาก
ด้านปริมาณน้ำกักเก็บใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำกักเก็บรวม 14,882 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 60% ของความจุ และยังสามารถรองรับน้ำได้อีกถึง 9,900 ล้านลูกบาศก์เมตร
เดินหน้า 8 มาตรการ รับมือ 24 ชั่วโมง
“เราไม่ได้มองแค่การตั้งรับภายในนิคมอุตสาหกรรม แต่ทำงานเชิงรุกตาม 8 มาตรการอย่างเคร่งครัด ทั้งตรวจเช็กคันกั้นน้ำ ระบบสูบน้ำ และเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง
ที่สำคัญคือการบูรณาการกับพื้นที่โดยรอบตามแนวทางของจังหวัด คือ ‘พักตก’ เพื่อแบ่งเบาน้ำเข้าสู่ 7 ทุ่งรับน้ำได้ถึง 1,210 ล้านลูกบาศก์เมตร ‘ป้องออก’ คุ้มครองโรงงานกว่า 2,300 แห่ง และ ‘ระบายใต้’ ผันน้ำลงคลองบางบาล–บางไทร 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเป็นการบริหารจัดการน้ำแบบไร้รอยต่อ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยของชุมชนไปพร้อมกัน” นายวราวุธ กล่าว
ด้าน นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวเสริมว่า หากเกิดสถานการณ์อุทกภัยขึ้น กนอ. ไม่เคยนิ่งนอนใจและพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่เสมอ โดยจากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปีที่ผ่านมา กนอ. ได้ร่วมกับบริษัทผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการโรงงาน ดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือสังคมและชุมชนรอบนิคมอุตสาหกรรม ภายใต้โครงการ “นิคมอุตสาหกรรม ห่วงใย ส่งกำลังใจให้ชุมชน”
โดยลงพื้นที่ส่งมอบถุงยังชีพ สิ่งของอุปโภค-บริโภค และน้ำดื่ม ให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมขังริมแม่น้ำ รวมทั้งสิ้น 5,050 ชุด แบ่งเป็น นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน 1,500 ชุด นิคมอุตสาหกรรมนครหลวง 416 ชุด นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า 2,934 ชุด และนิคมอุตสาหกรรมเอส อ่างทอง 200 ชุด
ความช่วยเหลือดังกล่าวสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นของภาคอุตสาหกรรมที่พร้อมเคียงข้างและอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างเกื้อกูลกันเสมอมา