“A Asset” เปิดแผนลงทุนครั้งใหญ่ เดินหน้าพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส ระดับลักชัวรี พื้นที่กว่า 7 ไร่ ย่านสุขุมวิท-ทองหล่อ ติด BTS ทองหล่อ ภายใต้แนวคิด Green & Wellness Real Estate ผนึกที่อยู่อาศัย โรงแรม 5 ดาว รีเทล Wellness Center สำนักงานสมัยใหม่ และ Roof Park พร้อมเพิ่มพื้นที่สีเขียว หวังยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างแลนด์มาร์กใหม่ให้สุขุมวิท
วันที่ 28 ส.ค. 2569 นายอนวัช ฉัตรศิริกุล ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอ แอสเสท เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเดินหน้าพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสระดับลักชัวรีในทำเลสุขุมวิท-ทองหล่อ บนพื้นที่กว่า 7 ไร่ ติดสถานี BTS ทองหล่อ โดยวางแนวคิดการพัฒนาเป็น Green & Wellness Real Estate ที่ผสมผสานทั้งที่อยู่อาศัย โรงแรมระดับ 5 ดาว พื้นที่รีเทล Wellness Center สำนักงานสมัยใหม่ และ Roof Park ขนาดใหญ่ พร้อมเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในโครงการ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตและช่วยเติมพื้นที่สีเขียวให้กับเมือง
นายอนวัช กล่าวว่า A Asset มองว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมในกรุงเทพฯ ยังมีโอกาสเติบโต โดยเฉพาะโครงการ Mixed-use ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัย การทำงาน และไลฟ์สไตล์ได้ภายในพื้นที่เดียวกัน ขณะที่เทรนด์ Wellness Real Estate ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากกลุ่มผู้บริโภคระดับพรีเมียมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต พื้นที่สีเขียว และสภาพแวดล้อมมากขึ้น
สำหรับทำเลทองหล่อ บริษัทมองว่ามีศักยภาพจากระบบคมนาคม สิ่งอำนวยความสะดวก และความเป็นชุมชน อีกทั้งยังเป็นย่านที่มีชาวต่างชาติและผู้บริหารระดับสูงพักอาศัยจำนวนมาก จึงเห็นโอกาสในการพัฒนาโครงการที่ไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างอาคาร แต่ต้องการเติมเต็มพื้นที่สีเขียวและสร้างรูปแบบการใช้ชีวิตแบบ “Simple Luxury” ให้กับย่าน
“เราต้องการให้โครงการแห่งนี้เป็นมากกว่าอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถเข้ามาใช้ชีวิต เชื่อมโยงกับชุมชน และอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้ในระยะยาว” นายอนวัชกล่าว
ทั้งนี้ แนวทางการพัฒนาโครงการของ A Asset ยึดปรัชญา “Always Forward สรรค์สร้าง ยั่งยืน” เป็นแกนหลัก ตั้งแต่การออกแบบที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวและสุขภาวะ การบริหารงานวิศวกรรม ไปจนถึงการลงทุนและบริหารสินทรัพย์ตามมาตรฐานสากล โดยให้ความสำคัญกับความโปร่งใส รวมถึงการออกแบบที่คำนึงถึงการดูแลรักษาในระยะยาว หรือ Low Maintenance Design
นายอนวัช กล่าวว่า แม้ A Asset จะเป็นชื่อใหม่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย แต่ทีมบริหารและทีมงานมีประสบการณ์ในการพัฒนาและบริหารโครงการทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมมูลค่ากว่า 165,000 ล้านบาท โดยมีองค์ความรู้จาก 2 บริษัทหลักในเครือ ได้แก่ PPSN บริษัทวิศวกรที่ปรึกษาและบริหารงานก่อสร้างที่ดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2532 และ BCONS ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเวียดนาม
ที่ผ่านมา PPSN มีส่วนร่วมในโครงการสำคัญทั้งภาครัฐและเอกชน ครอบคลุมโครงการที่พักอาศัย โรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และเมกะโปรเจกต์ อาทิ รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง รวมถึงงานออกแบบและปรับปรุงสนามบินเชียงใหม่และสนามบินดอนเมือง ขณะที่ BCONS มีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการที่พักอาศัย โรงแรม ศูนย์การค้า และสถาบันการศึกษาในเวียดนาม
จุดแข็งของ A Asset คือการเติบโตมาจากพื้นฐานด้านวิศวกรรม ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพโครงการตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบไปจนถึงการพัฒนา ประกอบกับโครงสร้างธุรกิจภายในกลุ่มที่มีความครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบและบริหารโครงการ การจัดหาวัสดุก่อสร้าง ไปจนถึงการพัฒนาและการลงทุน ทำให้สามารถมองเห็นทั้งภาพรวมและรายละเอียดของโครงการในทุกขั้นตอน
นอกจากนี้ บริษัทได้นำประสบการณ์จากการทำงานในญี่ปุ่นและเวียดนามมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาโครงการในประเทศไทย โดยประสบการณ์จากญี่ปุ่นทำให้ทีมให้ความสำคัญกับรายละเอียดและคุณภาพในระยะยาว ขณะที่เวียดนามช่วยสร้างความเข้าใจเรื่องการพัฒนาเมืองอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
นายอนวัช กล่าวว่า เป้าหมายในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า คือการสร้างนิยามใหม่ของคำว่า “โครงการที่ดี” ให้เป็นโครงการที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับพื้นที่และชุมชนในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการสร้างอาคาร แต่ต้องสร้าง Ecosystem ที่ทำให้ผู้คน ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมสามารถเติบโตไปพร้อมกัน ภายใต้แนวคิด “Thoughtful Development, Sustainable Living”
สำหรับโครงการมิกซ์ยูสแห่งใหม่นี้ บริษัทตั้งเป้าให้เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของสุขุมวิท โดยนำแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาผสานเข้ากับการออกแบบพื้นที่ใช้ชีวิตระดับลักชัวรี เพื่อสร้างโครงการที่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย ผู้ใช้พื้นที่ ชุมชนโดยรอบ และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยรายละเอียดโครงการมิกซ์ยูส ดังกล่าวโดยที่ตั้งโครงการอยู่บริเวณถนนสุขุมวิท 53 ตั้งอยู่บนที่ดินแปลงใหญ่ประมาณ 7 ไร่ 82 ตร.ว. ติดรถไฟฟ้า BTS ทองหล่อ ภายในโครงการประกอบด้วยอาคารสูง 2 อาคาร ความสูง 28 ชั้น และ 39 ชั้น โดยวางแผนพัฒนาเป็นอาคารโรงแรมจำนวน 640 ห้อง และส่วนที่พักอาศัย 220 ยูนิต