นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้พบว่าการจราจรในหัวเมืองขนาดใหญ่มีความติดขัดอย่างมาก เช่นกรณีของจังหวัดเชียงใหม่รถติดไม่แพ้กรุงจากาตาร์ ประเทศอินโดนีเซียเลยทีเดียว ซึ่งปัญหาเหล่านี้ต้องมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน แต่ยังติดปัญหาว่าโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแต่ละจังหวัดยังต้องรอการจัดสรรจากส่วนกลางลงไปจังหวัดซึ่งไม่เพียงพอ และการจะรองบประมาณของกระทรวงคมนาคมทั้งหมดก็อาจจะยังต้องรอออกไปเนื่องจากขณะนี้มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่อื่นๆ รออยู่อีกมาก
จะเสนอเรื่องนี้ต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถึงความจำเป็นในการขับเคลื่อนลงทุนแต่การเดินตามแนวทางเดิมอาจจะเกิดความล่าช้า จึงจะเสนอต่อนายกรัฐมนตรีว่าให้กระทรวงคมนาคม สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ร่วมมือกับจังหวัดต่างๆในการที่จะทำโครงการพัฒนาการคมนาคมขนส่งในจังหวัดขนาดใหญ่ โดยการเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน(PPP) เช่น จ.ขอนแก่น จ.ภูเก็ต จ.เชียงใหม่ ที่เอกชนเขาเข้มแข็ง มีทุนและความพร้อมในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่
โครงสร้างพื้นฐานที่จะลงทุนได้มีหลายประเภท สอดคล้องกับสภาพความต้องการของแต่ละแห่ง โดยเฉพาะระบบขนส่งขนาดเบา เช่นรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (โมโนเรล)รถรางไฟฟ้า (แทรม) ซึ่งสามารถสร้างได้เร็วและต้นทุนไม่สูงมาก และสามารถแก้ไขปัญหาจราจรได้ อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอแค่การจัดสรรโครงการ และงบประมาณจากกรทรวงคมนาคม

นายสมคิด กล่าวอีกว่า ปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณนั้นพบว่า ที่ผ่านมา งบประมาณของกลุ่มจังหวัดของไทย มีเพียงปีละ 2.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเมื่อจัดสรรมาให้จังหวัดต่างๆแล้วจะอยู่แค่จังหวัดละไม่กี่ร้อยล้านบาท ซึ่งลักษณะนี้จะต้องมีการปรับปรุงระบบงบประมาณครั้งใหญ่ ในการที่จะเพิ่มงบจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดให้มากขึ้น แม้จะยังมีข้อกังวลเรื่องนักการเมืองจะเข้ามาก้าวก่ายเรื่องงบประมาณ แต่อีกด้านหนึ่งคือการพัฒนากลุ่มจังหวัดหากมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนจะเป็นตัวกระจายความเจริญสู่ชนบทได้มาก
“ปัจจุบันงบจากส่วนกลางที่ต้องมีการจัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์ เมื่อจังหวัดและกลุ่มจังหวัดเสนองบประมาณยังไม่ตรงตามยุทธศาสตร์งบประมาณก็ตกไปไม่ได้รับการพิจารณา ทำให้ที่งบประมาณส่วนใหญ่กลับไปที่จังหวัดขนาดใหญ่ ส่วนจังหวัดขนาดเล็กไม่ได้รับงบประมาณ อนาคตจะต้องคิดว่าการขับเคลื่อนงบประมาณต้องเป็นทิศทางไปสู่การที่จังหวัดเล็กๆ ซึ่งต้องคิดโครงการของตนเอง และรัฐบาลสนับสนุนให้ร่วมกับเอกช มากกว่าการรอเฉพาะระบบงบประมาณที่มีอยู่จำกัด”นายสมคิด กล่าว
รายงานจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า ขณะนี้ สนข. อยู่ระหว่างทบทวนผลการศึกษาการแก้ไขปัญหาจราจรใน 6 เมืองใหญ่ ได้แก่ ภูเก็ต เชียงใหม่ นครราชสีมา ขอนแก่น พิษณุโลก และสงขลา (อ.หาดใหญ่)เนื่องจากผลการศึกษาเดิมทำได้ทำไว้เกือบ 10 ปีแล้ว ขณะที่เมืองใหญ่ๆมีการพัฒนาเติบโตเปลี่ยนไปอย่างมาก อย่างไรก็ตามในระยะยาวแต่ละเมืองต้องมีการลงทุนระบบขนส่งมวลชนสาธารณะรูปแบบใหม่มารองรับ เช่น รถบีอาร์ที รถรางไฟฟ้า (แทรม) รถไฟฟ้ารางเดี่ยว (โมโนเรล) รถไฟฟ้ารางเบา (ไลต์เรล) ซึ่งกรณีของ จ.เชียงใหม่ ผลการศึกษาในปี 2552 เดิมจะแก้ปัญหาโดยรถบีอาร์ที แต่โครงการไม่คุ้มค่าจึงยังไม่ได้ลงทุน แต่ปรากฏว่าขณะนี้เมืองเปลี่ยนไปหมดจึงต้องพิจารณาลงทุนในรูปแบบอื่น
ส่วนนครราชสีมา เทศบาลเมืองเคยเสนอโครงการบีอาร์ทีไฟฟ้า แต่ไม่สามารถเดินหน้าได้ เนื่องจากไม่มีเงินลงทุน จ.ขอนแก่นที่เอกชนท้องถิ่นจะเสนอตั้งกองทุนเพื่อมาลงทุนโครงการ บีอาร์ที ยังไม่มีความคืบหน้า ส่วน จ.พิษณุโลกล่าสุดเพิ่งได้รับงบประมาณปีนี้ ศึกษาออกแบบโครงการจากเดิมเคยเสนอโครงการบีอาร์ที ส่วนของภูเก็ตจะเป็นการลงทุนในรถแทรม ซึ่งขั้นตอนขณะนี้คือรอสรุปรูปแบบการลงทุน ว่าจะเป็นส่วนกลางไปลงทุนโดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ทิ้งถิ่นลงทุน หรือให้เอกชน หรือเป็นโครงการพีพีพี