กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินหน้ากระตุ้นตลาดท่องเที่ยวช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี รับไฮซีซัน หวังดึงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้กลับเข้าใกล้เป้าหมาย หลังภาพรวมตั้งแต่ต้นปีเผชิญแรงกดดันจากสงคราม เศรษฐกิจ พลังงาน ค่าเงินบาท และภัยพิบัติ โดย “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” รมว.ท่องเที่ยวฯ มั่นใจกลไกกระตุ้นของภาครัฐและ ททท. จะช่วยฟื้นตลาดในไตรมาส 4 ขณะที่ “ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์” ผู้ว่าการ ททท. เปิดแผนรุกตลาด เน้นรีบาลานซ์ตลาด สร้างประสบการณ์ใหม่ และผลักดันสินค้า–บริการท่องเที่ยวมูลค่าสูง

วันที่ 7 ก.ย. 2569 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่าช่วงปลายปีถือเป็นช่วงเวลาทอง หรือ High Season ของการท่องเที่ยวไทย ซึ่งกระทรวงฯ และ ททท. จะใช้กลไกภาครัฐเข้ามากระตุ้นการเดินทาง เพื่อผลักดันทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวและมูลค่าการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ให้กลับมาใกล้เคียงกับการคาดการณ์เดิม

ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีไทยเผชิญปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งสงคราม เศรษฐกิจ และพลังงาน ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย โดยข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.–5 ก.ย. 2569 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 21.28 ล้านคน ลดลง 3.12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สร้างรายได้ 1.04 ล้านล้านบาท โดยตลาดหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน มาเลเซีย อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้

รมว.ท่องเที่ยวฯ กล่าวว่า นโยบายสำคัญของรัฐบาลคือการเปลี่ยนผ่านการท่องเที่ยวไทยจากการเน้น “ปริมาณ” หรือ Volume ไปสู่ “มูลค่า” หรือ Value โดยมุ่งสร้างการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงขึ้นและมีจุดแข็งที่ประเทศคู่แข่งเลียนแบบได้ยาก ควบคู่กับการยกระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและคนไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย

สำหรับมาตรการ ไทยเที่ยวไทยพลัส กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และ ททท.ได้เสนอเรื่องไปยังกระทรวงการคลังแล้ว และคาดว่าจะมีข้อสรุปเกี่ยวกับรูปแบบการสนับสนุนภายในวันพรุ่งนี้ (8 ก.ย.) โดยแนวทางที่เสนอประกอบด้วยการสนับสนุนค่าที่พัก และคูปองใช้จ่ายในธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว

เบื้องต้น ททท.เสนอวงเงินรวมประมาณ 4,000 ล้านบาท ภายใต้งบเงินกู้เร่งด่วน แบ่งเป็นงบสนับสนุนค่าที่พักประมาณ 3,000 ล้านบาท หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคนต่อสิทธิ์ จำนวน 1 ล้านสิทธิ์ และงบคูปองอีก 1,000 ล้านบาท หรือ 1,000 บาทต่อคนต่อสิทธิ์ โดยคูปองจะขยายการใช้จ่ายจากเดิมที่เน้นร้านอาหาร ไปยังธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น ความงามและสปา เพื่อให้เกิดประโยชน์ในวงกว้างขึ้น

นายสุรศักดิ์กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยังคงเสนอให้ใช้รูปแบบ Co-payment มากกว่า Flat Rate เนื่องจากต้องการให้ประชาชนร่วมออกค่าใช้จ่ายและเกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น หากกำหนดเงินสนับสนุนต่ำเกินไป เช่น 1,000 บาทต่อสิทธิ์ อาจไม่เพียงพอที่จะจูงใจคนที่ยังไม่มีแผนเดินทางให้ตัดสินใจท่องเที่ยว แต่หากสนับสนุนค่าที่พักในระดับประมาณ 2,000 บาทต่อสิทธิ์ และมี E-coupon อีก 1,000 บาท จะมีน้ำหนักในการกระตุ้นการตัดสินใจมากกว่า

ขณะที่ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า แผนการทำงานในช่วง 4 เดือนสุดท้ายจะเน้นการ “รีบาลานซ์ตลาด” โดยให้ความสำคัญกับตลาดใหม่ ตลาดระยะใกล้ และตลาดในประเทศ รวมถึงการเปลี่ยนกิจกรรมการท่องเที่ยวให้เป็น “Experience” ที่สร้างความประทับใจและความทรงจำ มากกว่าการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นการเดินทางเพียงอย่างเดียว

ททท.จะผลักดันสินค้าและผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยให้ความสำคัญกับ Health and Wellness รวมถึงการพัฒนาเส้นทางและประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ซึ่งในส่วนนี้มีการหารือกับกระทรวงคมนาคมเกี่ยวกับ การท่องเที่ยวทางรถไฟ และแนวคิด Rail and Wellness เพื่อใช้การเดินทางด้วยรถไฟเป็นอีกหนึ่งกลไกในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่

นางสาวฐาปนีย์กล่าวว่า แผนงานตลาดในประเทศจะมีทั้งกิจกรรมที่เจาะกลุ่ม Solo Traveler หรือ ท่องเที่ยวคนเดียว การทำแคมเปญกระตุ้นตลาดภาคใต้ โดยเน้นพื้นที่พังงา กระบี่ สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต ซึ่งเชื่อมโยงกับ Location และ Wellness รวมถึงกิจกรรมและอีเวนต์ในพื้นที่ต่าง ๆ ขณะที่ตลาดต่างประเทศจะเน้นกิจกรรมส่งเสริมการขายและการนำผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพไปเจาะตลาดเป้าหมาย

นอกจากนี้ ททท.ยังเตรียมเปิดตัวแคมเปญ Unseen Looks Experience เพื่อค้นหาแหล่งท่องเที่ยว ธรรมชาติ ช่วงเวลา อาหาร และเรื่องราวด้านภูมิปัญญาที่มีความโดดเด่นและยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ก่อนคัดสรรเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับทั้งตลาดไทยและต่างประเทศในปีหน้า

สำหรับกิจกรรมเคาท์ดาวน์ช่วงปลายปี นางสาวฐาปนีย์กล่าวว่า จะมีการจัดกิจกรรมในหลายพื้นที่ โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจะเชื่อมโยงเส้นทางกับพื้นที่อื่น และมีการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวาระครบรอบ 35 ปี การประกาศขึ้นทะเบียนอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเป็นมรดกโลกของยูเนสโก รวมถึงกิจกรรมด้านแสงสีและอีเวนต์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว

ด้านตลาดต่างประเทศ ททท.จะเดินหน้ากิจกรรมส่งเสริมการขายในตลาดสำคัญ โดยมุ่งนำผู้ประกอบการที่มีคุณภาพและศักยภาพไปทำตลาด รวมถึงเจาะกลุ่มตลาดลักชัวรีและอัลตร้าลักชัวรี ซึ่ง ททท.มองว่าเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง และสอดคล้องกับนโยบายการเปลี่ยนจาก Volume ไปสู่ Value

นางสาวฐาปนีย์กล่าวถึงเป้าหมายรายได้ว่า ปี 2569 ตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวรวมประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยแบ่งเป็นรายได้จากตลาดต่างประเทศประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท และตลาดในประเทศประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท ส่วนปี 2570 ตั้งเป้ารายได้แตะ 3 ล้านล้านบาท

สำหรับเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ ททท.ประเมินกรณีฐานว่าจะอยู่ที่ประมาณ 32.6–32.7 ล้านคน แต่ต้องการผลักดันให้แตะ 33 ล้านคน หรือสูงกว่าปีก่อน ขณะที่ปีหน้าตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่น้อยกว่า 35 ล้านคน โดยจะอาศัยการขยายตลาดใหม่และโอกาสจากตลาดที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะตลาด Health and Wellness

“แม้สถานการณ์ตลาดโลกและตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน แต่ ททท.จะไม่มองสถานการณ์ดังกล่าวเป็นเพียง Worst Case และจะพยายามเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ผ่านการดึงตลาดใหม่และการใช้จุดแข็งของไทยด้าน Health and Wellness Hub เพื่อชดเชยผลกระทบจากตลาดเดิม” นางสาวฐาปนีย์กล่าว

สำหรับงบประมาณกระตุ้นตลาดในช่วง 4 เดือนสุดท้าย ททท.ขอวงเงินภายใต้งบเงินกู้เร่งด่วนประมาณ 4,000 ล้านบาท สำหรับมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส ขณะที่กิจกรรมส่งเสริมการขายและอีเวนต์อื่น ๆ จะใช้งบประจำและงบบูรณาการของ ททท. โดยมีวงเงินงบบูรณาการรวมประมาณ 2,000–3,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการทำโปรโมชั่น แคมเปญ การทำตลาดในประเทศเป้าหมาย และการสนับสนุนด้านการเดินทางและเที่ยวบินในแต่ละตลาด

ทั้งนี้ ภาพรวมในสัปดาห์ล่าสุดมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 472,898 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 3.78% โดยตลาดมาเลเซียยังเป็นตลาดอันดับ 1 ที่ 74,452 คน ตามด้วยจีน 72,983 คน อินเดีย 39,122 คน ญี่ปุ่น 18,710 คน และสิงคโปร์ 18,027 คน ขณะที่อินเดียและสิงคโปร์เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 18.45% และ 23.69% ตามลำดับ

ททท.คาดว่าในสัปดาห์ถัดไปจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะใกล้เคียงกับสัปดาห์นี้ เนื่องจากผ่านพ้นช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนของทั้งตลาดระยะใกล้และระยะไกลแล้ว ขณะที่ตลาดมาเลเซียมีแนวโน้มชะลอตัวลงหลังสิ้นสุดวันหยุดต่อเนื่องในช่วงวันชาติมาเลเซีย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน