พลังงานเปิด 4 ฉากทัศน์ร่าง PDP 2026 เล็งสูตรไฮบริดเพิ่มพลังงานหมุนเวียน 73% ตั้งเป้าค่าไฟเฉลี่ย 3.88 บาท/หน่วย ลุยลงทุนโครงข่ายเสริมเสถียรภาพระบบ
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในการสัมมนารับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2569-2593 (PDP 2026) ว่า หัวใจของแผนฉบับใหม่คือการปรับโครงสร้างระบบไฟฟ้าให้รองรับ พลังงานสะอาดและเป้าหมาย Net Zero 2050 ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความสามารถของไทยในการดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดและมีเสถียรภาพ
โจทย์ใหญ่คือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก Data Center และรถยนต์ไฟฟ้า โดยมียอดแจ้งความประสงค์ขอใช้ไฟฟ้ารวม 22,000-30,000 เมกะวัตต์
ขณะที่ สนพ. ประเมินความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center สำหรับนำมาใช้ในการจัดทำ PDP ที่ระดับกลาง 8,800 เมกะวัตต์ จาก 3 ฉากทัศน์ที่ประเมินไว้ตั้งแต่ 6,000 เมกะวัตต์ ถึงเกือบ 20,000 เมกะวัตต์
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานมองว่าการเพิ่ม Data Center ต้องพิจารณาถึง มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยอาจมีกระบวนการคัดกรองโครงการที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจดิจิทัลจริง เช่น กลุ่มอุตสาหกรรม AI
ขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดคุณภาพสูงอาจต้องรับต้นทุนผ่านโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าพลังงานสะอาดพรีเมียม ที่สูงกว่าค่าไฟของประชาชนทั่วไป
สำหรับทิศทางค่าไฟ ร่าง PDP 2026 ตั้งเป้าค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดแผนที่ประมาณ 3.88 บาทต่อหน่วย ภายใต้สมมติฐานปัจจุบัน แม้ช่วงปลายแผนอาจขยับขึ้นราว 4.50-4.60 บาทต่อหน่วย โดยต้องทบทวนตามนโยบายและปัจจัยแวดล้อมในอนาคต
ด้านแนวทางลดการปล่อยคาร์บอนสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้จัดทำ 4 ฉากทัศน์ ตั้งแต่กรณีดำเนินมาตรการปกติที่มีพลังงานสะอาด 65% ไปจนถึงกรณีที่เพิ่มพลังงานหมุนเวียนสูงถึง 89%
เบื้องต้น สนพ. ให้น้ำหนัก 4 กรณีศึกษา ซึ่งเป็นรูปแบบไฮบริด เพิ่มพลังงานหมุนเวียนประมาณ 73% และใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) บางส่วน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างต้นทุน ความมั่นคงทางไฟฟ้า และเป้าหมาย Net Zero
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการ สนพ. กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของ PDP 2026 คือการลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคพลังงานเหลือ 19 ล้านตัน จากระดับปกติที่คาดว่าจะอยู่ราว 121 ล้านตัน โดย 4 กรณีศึกษาช่วยรักษาการใช้ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยไว้ประมาณ 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ลดความเสี่ยงการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) นำเข้ามากเกินไป

ขณะเดียวกัน เพื่อรองรับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน กระทรวงพลังงานเตรียมเร่งลงทุนโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะและระบบกักเก็บพลังงาน เสริมอุปกรณ์รักษาเสถียรภาพระบบ พร้อมผลักดันการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้าและโรงไฟฟ้าเสมือนจากแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) รวมกันกว่า 14,000 เมกะวัตต์
หลังพบว่าช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีก) เปลี่ยนมาอยู่ราว 21.00-22.00 น. จากการที่ประชาชนผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ใช้เองในช่วงกลางวันมากขึ้น
ส่วนกำลังผลิตไฟฟ้า ระยะสั้นไทยยังมีอัตรากำลังสำรองไฟฟ้า (Reserve Margin) ราว 25% แต่จำเป็นต้องเร่งขยายระบบส่งและสายจำหน่ายเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะต้องลงทุนโครงข่ายราว 3-7 แสนล้านบาท รวมถึงการติดตั้งอุปกรณ์รักษาเสถียรภาพระบบ
อีกทางเลือกสำคัญคือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ซึ่งถูกบรรจุใน PDP 2026 ด้วยกำลังผลิตรวมสูงสุด 9,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2050 โดยโครงการแรกขนาด 300 เมกะวัตต์ จะให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ริเริ่ม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานและการกำกับดูแลตามหลักเกณฑ์ของ IAEA ก่อนพิจารณาเปิดให้เอกชนเข้าร่วมในอนาคต หาก SMR ล่าช้า ยังมีแผนสำรองทั้ง Solar + BESS และ Gas + CCS
นอกจากนี้ ร่าง PDP ยังเดินหน้า เปิดเสรีตลาดไฟฟ้า ผ่านการขยายสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) จากกรอบเดิม 2,000 เมกะวัตต์ ให้ครอบคลุมภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานสะอาด และส่งเสริม Third Party Access (TPA) ให้สามารถใช้โครงข่ายรัฐในการส่งไฟฟ้าได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือระบบโครงข่ายไฟฟ้าต้องมีความแข็งแรงเพียงพอ
สำหรับการรองรับความมั่นคงในช่วงเปลี่ยนผ่าน มีแผนขยายอายุโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและถ่านหินบางแห่งในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ออกไปราว 5-6 ปี ขณะที่ภาคใต้เตรียมก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ใน จ.สุราษฎร์ธานี 2 โรง รวมประมาณ 1,400 เมกะวัตต์
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนต่อเนื่องอีก 1 สัปดาห์ ก่อนปรับปรุงร่างแผนเสนอ กพช. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือน และแผนจะมีความยืดหยุ่น สามารถทบทวนได้ทุก 2-3 ปีตามเทคโนโลยีและภาวะเศรษฐกิจ