“จรีพร จารุกรสกุล” ชี้ Data Center คือโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัล หากไทยต้องการก้าวจาก AI User สู่ AI Hub ต้องมี Hyperscaler Data Center รองรับ พร้อมศึกษา Data Center Park 1,000–2,000 ไร่ และวางแผนพลังงานระยะยาว
นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA เปิดเผยว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วง เริ่มต้น (Early Stage) ของการลงทุน Data Center เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ สิงคโปร์ และมาเลเซีย จึงเป็นจังหวะสำคัญที่ไทยจะวางกรอบการเติบโตให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
โดยมองว่าภาครัฐไม่ควรเปิดรับ Data Center แบบไม่จำกัด แต่ควรพิจารณาว่าประเทศไทยควรมี Data Center จำนวนเท่าใด รองรับกำลังไฟฟ้ากี่เมกะวัตต์ และโครงการที่เข้ามาจะสร้างประโยชน์กลับคืนสู่เศรษฐกิจไทยอย่างไร ทั้งการเกิดธุรกิจต่อเนื่อง การพัฒนา Cloud การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน และการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่น
“Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของเศรษฐกิจดิจิทัล ถ้าไทยต้องการโตเรื่อง AI แต่ไม่มี Data Center โดยเฉพาะ Hyperscaler Data Center ก็เดินไปสู่ AI ได้ยาก ดังนั้นต้องมองต่อว่าไทยจะเป็นเพียง AI User หรือจะพัฒนาไปสู่ AI Hub”
นางสาวจรีพรกล่าวและว่า นอกจากนี้เห็นด้วยกับการกำหนดมาตรการให้ผู้ประกอบการที่ยื่นขอลงทุน Data Center ต้องวางหลักประกัน (Bank Guarantee) ในกรณีขอจัดสรรไฟฟ้าไว้ล่วงหน้าแต่ไม่ได้ใช้จริง เพื่อป้องกันการกันกำลังไฟฟ้าโดยไม่เกิดการลงทุน พร้อมเรียกร้องให้การบริหารต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซและ LNG มีความโปร่งใส เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนต้นทุนได้
เล็ง Data Center Park 1-2 พันไร่
สำหรับ WHA บริษัทไม่ได้เตรียมที่ดินไว้เฉพาะสำหรับ Data Center แต่พัฒนาเป็น Mixed Cluster ที่สามารถรองรับอุตสาหกรรมหลายประเภท ทั้ง Data Center ยานยนต์ และเซมิคอนดักเตอร์ โดยมีพื้นที่ใน EEC ชลบุรี-ระยองเป็นทำเลหลัก ขณะเดียวกันยังมีพื้นที่ในสระบุรีที่สามารถรองรับการพัฒนาเป็นคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ขณะเดียวกันบริษัทก็อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางพัฒนา Data Center Park ขนาดประมาณ 1,000-2,000 ไร่ขึ้นไป โดยจะพัฒนาเป็นระบบนิเวศครบวงจร มีทั้ง Data Center, Supply Chain, Training Center ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า และพลังงานสะอาด เพื่อรองรับความต้องการของผู้ลงทุนในระยะยาว
“ปัจจุบัน WHA มีลูกค้า Data Center ที่อยู่ระหว่างรอความชัดเจนของกฎเกณฑ์ภาครัฐ หลังบริษัทชะลอการเจรจาบางส่วนมาหลายเดือน ขณะที่ยอดขายที่ดิน Data Center ในไทยที่ปิดไปแล้วอยู่ที่ประมาณ 900-1,000 ไร่ ส่วนเป้าหมายยอดขายที่ดินรวมไทยและเวียดนามในปี 2569 ยังคงไว้ที่ประมาณ 2,500 ไร่”
นางสาวจรีพร ยังกล่าวอีกว่าหากภาครัฐสามารถออกหลักเกณฑ์ได้ตามกรอบเวลาที่ประกาศ บริษัทเชื่อว่าดีลที่อยู่ระหว่างการเจรจาจะกลับมาเดินหน้า และมีโอกาสสร้างยอดขายเพิ่มเติมได้ภายในปีนี้
จ่อร่วมทุน SMR รับโจทย์พลังงานระยะยาว
นางสาวจรีพรกล่าวว่า การเติบโตของ Data Center ทำให้โจทย์ด้านพลังงานมีความสำคัญมากขึ้น เพราะเป็นธุรกิจที่ใช้ไฟฟ้าสูง ดังนั้นต้องวางแผนทั้งกำลังผลิต ระบบสายส่ง และ Substation ควบคู่กัน
ระยะสั้นยังสามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานเข้ามาเสริม ขณะที่ระยะยาวบริษัทมองไปถึง SMR (Small Modular Reactor) ซึ่งมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องและตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานเสถียรและสะอาด
อย่างไรก็ตาม SMR ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีต้นทุนสูง จึงต้องรอให้เทคโนโลยีพัฒนาและเกิด Economy of Scale จนต้นทุนลดลง ขณะที่ บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP บริษัทลูกของ WHA ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการด้านระบบสาธารณูปโภค และ พลังงาน ครบวงจร อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุน SMR โดยร่วมทุนกับต่างประเทศ เพื่อรองรับความต้องการพลังงานของอุตสาหกรรมในอนาคต
โดยบริษัทมองว่า Data Center ไม่สามารถรอ SMR ได้ ดังนั้นต้องใช้พลังงานจากระบบปัจจุบันไปก่อน พร้อมเตรียมทางเลือกด้านพลังงานสะอาดไว้รองรับในอนาคต ขณะเดียวกันเสนอให้ภาครัฐพิจารณาต่ออายุโรงไฟฟ้าเดิมที่ยังมีศักยภาพอีก 5-10 ปี เพื่อช่วยรองรับช่วงเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ต้องใช้เวลาหลายปี

ต่อยอดธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ผ่าน WHART
ขณะที่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ (Logistics Infrastructure) โดย WHA ได้เดินหน้าส่งสินทรัพย์คุณภาพเข้าสู่กองทรัสต์ WHART อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเตรียมให้กองทรัสต์เข้าลงทุนใน WGCL International Distribution Center (WGCL IDC) ศูนย์กระจายสินค้าระดับสากลในพื้นที่ EEC มาบตาพุด จ.ระยอง ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง WHA และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC โดยมูลค่าการลงทุนรวมในครั้งนี้ไม่เกิน 2,507.60 ล้านบาท

ทั้งนี้ WGCL IDC เป็นคลังสินค้าแบบ Built-to-Suit พื้นที่รวมประมาณ 99,390 ตร.ม. รองรับความต้องการเฉพาะของผู้เช่า และมีสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี กับผู้เช่าซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำ ช่วยเพิ่มความชัดเจนของกระแสรายได้และกระจายฐานทรัพย์สินไปสู่อุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับภาคการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน
นางสาวจรีพรกล่าวว่า Logistics Infrastructure ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่คลังสินค้าหรือศูนย์กระจายสินค้า แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงภาคการผลิต การค้า และการลงทุนเข้ากับซัพพลายเชน ระดับภูมิภาคและระดับโลก การนำ WGCL IDC เข้าสู่ WHART จึงเป็นการต่อยอดสินทรัพย์ภายในระบบนิเวศของ WHA และสร้างมูลค่าให้แก่กองทรัสต์ในระยะยาว
WHART สินทรัพย์ทะลุ 5.6 หมื่นล้าน
นายศุภศิษย์ สิทธิเศรษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ เรียล เอสเตท แมเนจเม้นท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ WHART กล่าวว่า การลงทุนใน WGCL IDC สอดรับกับแนวโน้มความต้องการคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าคุณภาพสูงที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของ ซัพพลายเชน และ E-commerce
หลังการเข้าลงทุนแล้วเสร็จ WHART จะมีพื้นที่เช่าภายใต้การบริหารมากกว่า 2 ล้านตร.ม. และมีมูลค่าทรัพย์สินรวมเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 56,000 ล้านบาท โดยทรัพย์สินกระจายอยู่บนทำเลยุทธศาสตร์ เช่น บางนา-ตราด EEC และกรุงเทพฯ ตอนเหนือ
การมีทรัพย์สิน Built-to-Suit พร้อมสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปีเข้ามาในพอร์ต จึงช่วยสร้างความสม่ำเสมอของรายได้และกระแสเงินสด พร้อมตอกย้ำบทบาท WHART ในฐานะกองทรัสต์ที่ลงทุนใน Logistics Infrastructure รองรับความต้องการจากการใช้งานจริง
เปิดจองเพิ่มทุน 21 ก.ย.
สำหรับการเพิ่มทุนครั้งนี้ WHART จะออกและเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนมูลค่าสูงสุดไม่เกิน 1,416 ล้านบาท โดยคาดว่าภายหลังการลงทุนจะมีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนต่อหน่วยประมาณ 0.783 บาทต่อหน่วย สำหรับรอบ 12 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569-30 ก.ย. 2570 คิดเป็นอัตราจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนประมาณ 7.05% ต่อปี จากราคาเสนอขายสูงสุด 11.10 บาทต่อหน่วย
ผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมที่มีสิทธิจองซื้อสามารถจองซื้อได้ระหว่างวันที่ 21-25 ก.ย. 2569 ที่ราคาเสนอขายสูงสุด 11.10 บาทต่อหน่วย ส่วนประชาชนทั่วไปเปิดจองซื้อ หรือ Public Offering ระหว่างวันที่ 28 ก.ย.-1 ต.ค. 2569 ที่ราคาเสนอขายสุดท้ายซึ่งจะประกาศต่อไป โดยสามารถจองซื้อผ่าน K-PLUS และสาขาธนาคารกสิกรไทยตามเงื่อนไขที่กำหนด
ด้านนายสาวิตร ศรีศรันยพงศ์ ผู้บริหารกลุ่มงานวาณิชธนกิจ ธนาคารกสิกรไทย ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายมองว่า ภาวะดอกเบี้ยไทยที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ประกอบกับอัตราผลตอบแทนของ REIT กับพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวที่ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ ทำให้ REIT ยังเป็นทางเลือกสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระแสรายได้ระยะยาว แม้ราคาหน่วยทรัสต์ในตลาดรองจะยังมีความผันผวนตามภาวะตลาดและทิศทางดอกเบี้ย