SJWD เล็งเปิดจองซื้อหุ้นกู้และหุ้นกู้ดิจิทัล 2 ชุด ปลายเดือน ก.ย.นี้ เคาะอัตราดอกเบี้ย 2.85% และ 2.95% ต่อปี วงเงินเสนอขายรวมไม่เกิน 1,500 ล้านบาท
นายเอกพงษ์ ตั้งศรีสงวน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SJWD หนึ่งในผู้นำการให้บริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบครบวงจรในอาเซียน เปิดเผยว่า ได้เดินหน้าแผนลดต้นทุนทางการเงินของบริษัท โดยเตรียมเปิดจองซื้อหุ้นกู้และหุ้นกู้ดิจิทัล 2 ชุด วงเงินรวมไม่เกิน 1,500 ล้านบาท
เพื่อนำเงินมาชำระหุ้นกู้ชุดเดิมที่ครบกำหนดไถ่ถอนในปีนี้ รวมถึงการบริหารจัดการกระแสเงินสดภายในบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้อย่างมีนัยสำคัญ และเสริมศักยภาพการทำกำไรของบริษัทฯ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
การเปิดจองซื้อหุ้นกู้และหุ้นกู้ดิจิทัล ประกอบด้วย
1.“หุ้นกู้” ชุดที่ 1 อายุ 3 ปี ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2572 ราคาเสนอขายหน่วยละ 1,000 บาท จองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณ 100,000 บาท
กำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.85% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ เปิดจองซื้อแก่ประชาชนทั่วไปในวันที่ 18 และ 21-22 กันยายน 2569 ที่ราคาเสนอขายหน่วยละ 1,000 บาท
โดยผู้ลงทุนทั่วไปและผู้ลงทุนสถาบัน จองซื้อผ่านธนาคารกสิกรไทย และบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ส่วนธนาคารทหารไทยธนชาต รวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ ทีทีบี เวลธ์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะหน่วยงานขาย จะเปิดจองซื้อเฉพาะผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่เท่านั้น
2.“หุ้นกู้ดิจิทัล” ชุดที่ 2 อายุ 3 ปี 6 เดือน ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2573 ราคาเสนอขายหน่วยละ 1,000 บาท จองซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท และทวีคูณ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อราย
กำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.95% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ เปิดจองซื้อแก่ประชาชนทั่วไปในวันที่ 18-22 กันยายน 2569 จองซื้อและชำระเงินผ่านระบบดิจิทัลบนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ของธนาคารกรุงไทย เท่านั้น
ทั้งนี้ หุ้นกู้และหุ้นกู้ดิจิทัลทั้ง 2 ชุด ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ BBB+(tha) เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 จากบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต. โดยมีธนาคารกรุงศรีอยุธยา เป็นผู้แทน ผู้ถือหุ้นกู้ และธนาคารกรุงไทย เป็นผู้รับฝากหุ้นกู้ดิจิทัล
นายเอกพงษ์ กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาส 2/2569 ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ โดยมีรายได้รวม 7,064.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.6% จากไตรมาสก่อน และ 9.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และทำกำไรสุทธิ ได้ 463.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.6% จากไตรมาสก่อน และ 64.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
สะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางธุรกิจจากการปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อรับมือสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและราคาพลังงานที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
โดยบริษัทมีบริการโลจิสติกส์และซัพพลายแบบครบวงจร และสามารถนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป โดยพิจารณาเลือกใช้บริการจากบริษัท ที่มีความพร้อมและบริหารความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ได้ดี ทำให้บริษัทฯ ได้รับลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
ขณะที่แผนการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปีนี้ บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาขยายการลงทุน และมีความพร้อมด้านเงินทุนเพื่อรองรับการขยายธุรกิจ ปัจจุบันมีดีลที่อยู่ระหว่างเจรจา 2-3 ดีล เพื่อเสริมความแข็งแกร่งบริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายปีนี้