วิจัยกรุงศรี ประเมิน ภาวะซูเปอร์เอลนีโญ กระทบเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปี 2569 ถึงปี 2570 คาดฉุดจีดีพีวูบ 0.9% สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทะลุแสนล้าน เตือนข้าว-ปาล์มราคาพุ่ง กระทบครัวเรือน
วิจัยกรุงศรีชี้ว่าโลกได้ก้าวเข้าสู่ภาวะเอลนีโญอีกครั้งตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2569 และคาดว่าปรากฏการณ์ในครั้งนี้จะทวีความรุนแรงถึงระดับรุนแรงมาก จนอาจจัดว่าเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจไทยโดยรวมในช่วงปี 2569-2570
คาดว่าผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญที่อาจเสียหายมากในปี 2569 ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ส่วนพืชเศรษฐกิจหลักที่ได้รับความเสียหายในปี 2570 ได้แก่ ข้าว อ้อย และปาล์มน้ำมัน และยังส่งผลต่อการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และบริการ ที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมในระบบเศรษฐกิจอีกด้วยอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มแปรรูปที่ประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบในกระบวนการผลิต และธุรกิจการค้า ร้านอาหาร และโรงแรมที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนอาหารและสินค้าเกษตรแปรรูป
นอกจากนี้ ทั้งภัยแล้งและอุทกภัยยังสามารถส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อได้ เนื่องจากจะส่งผลให้ผลผลิตภาคเกษตรลดลงและนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนอุปทานในห่วงโซ่การผลิต จนทำให้ระดับราคาสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาข้าว น้ำตาล น้ำมันพืช ตลอดจนราคาพืชผักต่างๆ ส่งผลให้ต้นทุนการบริโภคในครัวเรือน
ตลอดจนต้นทุนของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องรวมทั้งภาคบริการเพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากผลทางตรงและทางอ้อมซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อในปี 2569 ให้ปรับสูงขึ้นจากกรณีฐานราว 0.09-0.12% และปรับสูงขึ้นจากกรณีฐานราว 0.21-0.30% ในปี 2570 นอกจากนี้ ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่อเนื่องนิยมปรับขึ้นราคาสินค้าเป็นจำนวนเต็มบาทต่อหน่วยสินค้า ดังนั้นผลต่ออัตราเงินเฟ้อจึงอาจสูงกว่าที่ประเมินไว้เบื้องต้นนี้ได้
สรุปผลกระทบวิกฤตภัยแล้งและอุทกภัยต่อเศรษฐกิจโดยรวม
ทั้งนี้เมื่อรวมผลกระทบของทั้งภัยแล้งและอุทกภัยเข้าด้วยกัน วิจัยกรุงศรีได้ประเมินความเสียหายตลอดห่วงโซ่อุปทานที่จะกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจได้ ออกเป็น 3 ฉากทัศน์ ดังนี้
กรณีเบา ผลจากภาวะเอลนีโญระดับรุนแรง และอุทกภัยระดับเบาจากฝนตกตามฤดูกาลในปี 2569 ทำให้เกิดความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด 33.5 พันล้านบาท (33,500 ล้านบาท) หรือราว 0.18% ของ GDP อย่างไรก็ตาม ในปี 2570 ภาวะเอลนีโญที่ลดลงและกลับมาสู่สภาวะเป็นกลางจะสร้างความเสียหายมากขึ้นเป็น 117.9 พันล้านบาท (117,900 ล้านบาท) หรือราว 0.60% ของ GDP
กรณีรุนแรง เอลนีโญระดับรุนแรงมากและอุทกภัยตามฤดูกาลในปี 2569 จะทำให้เกิดความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด 35.5 พันล้านบาท (35,500 ล้านบาท) หรือราว 0.19% ของ GDP ทั้งนี้ ในปี 2570 มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจะเพิ่มมากขึ้น จากการเข้าสู่ภาวะลานีญาระดับอ่อน ทำให้ความเสียหายรวมทั้งจากภัยแล้งและอุทกภัยในปี 2570 อยู่ที่ 127.1 พันล้านบาท (127,000 ล้านบาท) หรือราว 0.65% ของ GDP
กรณีสุดขั้ว ในปี 2569 จะเกิดภาวะเอลนีโญระดับรุนแรงสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับอาจเกิดอุทกภัยตามฤดูกาล ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด 40.1 พันล้านบาท (40,100 ล้านบาท) หรือราว 0.21% ของ GDP ขณะที่ในปี 2570 มูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจจะมากขึ้นจากการเข้าสู่ภาวะลานีญาระดับปานกลาง คิดเป็นความเสียหายกว่า 136.5 พันล้านบาท (136,500 ล้านบาท) หรือราว 0.69% ของ GDP ในปี 2570