ว่าที่ปลัดก.พาณิชย์ เตรียมเดินหน้า 9 ภารกิจเร่งด่วน หลังรับตำแหน่งดูแลค่าครองชีพ-สร้างความเป็นธรรม ย้ำประเทศต้องปรับตัว เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และว่าที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังเข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะยึดหลักการงานหลัก 9 ภารกิจเร่งด่วน เพื่อรองรับการค้าโลก และกติการการแข่งขันโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
รวมถึงปัจจัยที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ อิทธิพลจากเทคโนโลยี ทุกประเทศปรับรูปแบบทางการค้า ที่เน้นกระจายความเสี่ยง ประเด็นสิ่งแวดล้อม โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงส่งผลต่ออุปทานแรงงาน และอุปสงค์ในตลาด ดังนั้นประเทศต้องปรับตัวและรับมือให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ซึ่ง 9 ภารกิจเร่งด่วนที่กระทรวงพาณิชย์เร่งดำเนินการ ได้แก่
- ดูแลค่าครองชีพให้เหมาะสม โดยใช้มาตรการทางกฎหมายและกลไกทางการค้าเข้ามาบริหารจัดการไม่ให้ราคาสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวันของประชาชนสูงเกินสมควร ผ่าน 3 มาตรการหลัก คือ ควบคุมและติดตามราคาสินค้าที่มีความจำเป็น ลดราคาสินค้าช่วยประชาชนผ่านมาตรการเชิงรุกโครงการต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์ เช่น ‘ไทยช่วยไทย ลดภาระลดค่าครองชีพ’ และ อุดหนุนและเพิ่มช่องทางการค้าออนไลน์ให้แก่ผู้ประกอบการไทย
- สร้างความเป็นธรรมทางการค้าแก่ทุกภาคส่วน โดยจัดระเบียบและกำกับดูแลกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ดำเนินไปด้วยความโปร่งใสเติบโตไปด้วยกัน และไม่เอารัดเอาเปรียบระหว่างกัน โดยเน้นการสร้างเกราะป้องกันไม่ให้ทุนใหญ่ที่มีอำนาจทางการตลาดที่เหนือกว่ามาสร้างความได้เปรียบหรือกีดกันทางการค้าแก่ผู้ประกอบการรายเล็ก (SME) และดูแลไม่ให้เกิดการกดราคารับซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกรจนขาดทุน เพื่อสร้างความสมดุลและเป็นธรรมให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึง การคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอาเปรียบ
- สร้างโอกาสและเสริมศักยภาพ SME ผู้ประกอบการ SME ถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน มูลค่าการส่งออกของ SMEs ไทย มีสัดส่วนเพียง 14% ของมูลค่าการส่งออกรวม จะมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก การขยายช่องทางทางการค้า : ผลักดัน SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และ e-Commerce โดยบูรณาการร่วมกันระหว่างทุกกรมในกระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการควบคู่ไปกับการบ่มเพาะศักยภาพเชิงลึก ตามศักยภาพของ SME ที่มีความแตกต่างกัน ทั้งขนาดและศักยภาพเพื่อให้ตอบโจทย์และเพิ่มขีดความสามารถให้กับ SME ไทย โดยเฉพาะ SME ที่มีความพร้อม เพื่อให้สามารถออกไปสู่ตลาดโลกได้ โดยสนับสนุนให้รายเล็กเป็นรายกลางและรายกลาง เป็นรายใหญ่ เร่งปรับทิศทางสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) โดยเน้นทส่งเสริมคุณภาพและเพิ่มมูลค่าควบคู่กับจำนวนรายการปัจจุบัน
“ ไทยวันนี้มี SMEs 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งหมด จ้างงานรวม 13 ล้านคน และสร้างจีดีพี 34.8 % โดย 7 เดือนแรกปี 2569 ส่งออกของ SMEs มีมูลค่า 32,817.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 14.2% ของส่งออกรวม ภารกิจจากนี้กระทรวงพาณิชย์ คือ การเป็นพี่เลี้ยงและสปริงบอร์ด ช่วย SME สตาร์อัพ และร้านค้าชุมชนให้เข้มแข็ง โดยเน้น 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
1.เสริมแกร่งด้วยดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ ทั้งการเสริมสร้างความรู้และสนับสนุนให้ใช้ช่องทางออนไลน์ขยายตลาด การไลฟ์สดขายสินค้า และการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า 2. ขยายช่องทางการตลาดและพื้นที่ขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งของตนเองและแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ 3. ยกระดับการบริหารจัดการและการเงิน เช่น การเข้าไปช่วยพัฒนาร้านค้าปลีกดั้งเดิมให้เป็นร้านค้าปลีกสมัยใหม่ 4. ส่งเสริมให้มีการส่งออกสินค้าด้วยโมเดล SME Pro-active เดินทางเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศและระดับนานาชาติ หรือ มีการเจรจาการค้าในต่างประเทศ โดยมีกระทรวงพาณิชย์ช่วยหาคู่ค้าและเข้าช่วยทุกขั้นตอนในการเจรจาการค้าเพื่อลดความเสี่ยงในการเริ่มต้นการส่งออก “
- เพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ แม้ภาพรวมมูลค่าการส่งออกของไทยจะเติบโตและทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องมาหลายปี แต่เมื่อเจาะลึกดูจริงๆ จะพบว่า ผู้ประกอบการที่เป็นของคนไทยทั้งหมด มีสัดส่วนประมาณ 25% เท่านั้น ดังนั้น ก้าวใหม่ของการส่งออกไทยจะเปลี่ยนวิธีเป็น ชี้นำด้วยความต้องการของตลาดโลก กระทรวงพาณิชย์เน้นนำข้อมูลเชิงลึกของตลาดต่างประเทศมาชี้เป้าให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยว่าตลาดโลกต้องการอะไร สินค้าแบบไหน และมาตรฐานอย่างไร
เพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตในแต่ละพื้นที่ได้ตรงจุด ตอบโจทย์ผู้ซื้อได้อย่างแม่นยำ และสร้างรายได้กลับคืนสู่คนไทยอย่างแท้จริง นอกจากนี้ จะเน้นการสร้างมูลค่าที่เป็นสินค้านวัตกรรมและบริการคุณภาพสูงในตลาดระดับกลาง-สูง ผลักดันให้ผู้ประกอบการ/ผู้ส่งออกไทยสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chain) ได้อย่างยั่งยืน ได้แก่ 4.1 ยกระดับสินค้าจากเชิงปริมาณสู่นวัตกรรมและมูลค่าสูง เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตร โดยใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และงานวิจัยมายกระดับให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง เช่น อาหารแห่งอนาคต อาหารฟังก์ชัน และสารสกัดเพื่อการแพทย์ 4.2) ยกระดับภาคบริการศักยภาพสูง เช่น ธุรกิจ Soft Power และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ คอนเทนต์ไทย (ภาพยนตร์ ซีรีย์ แอนิเมชัน และเกม) ธุรกิจบริการทางการแพทย์และสุขภาพ
- เร่งรัดการเจรจาการค้าสำคัญ โดยเฉพาะ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ปัจจุบันไทยมีความตกลงทางการค้า (FTA) จำนวน 17 ฉบับ กับ 24 ประเทศ โดยแบ่งเป็นความตกลงระดับทวิภาคี 9 ฉบับ ประกอบด้วย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เปรู ชิลี อินเดีย ศรีลังกา (ลงนามแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการภายในเพื่อให้ความตกลงมีผลบังคับใช้) EFTA สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์) (ลงนามแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการภายในเพื่อให้ความตกลงมีผลบังคับใช้) และ ภูฏาน (ลงนามแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการภายในเพื่อให้ความตกลงมีผลบังคับใช้) ระดับภูมิภาค 8 ฉบับ
ประกอบด้วย ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน-เกาหลีใต้ ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน-จีน ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาเซียน จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้) ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น และ ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย
- ป้องกันและปราบปรามธุรกิจและสินค้าผิดกฎหมาย เป็นภารกิจที่ต้องเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น โดยเน้นที่การบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ผลักดันให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้า และปกป้องผู้ประกอบการ SME ไทย ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนสีเทาหรือสินค้านำเข้าที่ผิดกฎหมาย ผ่านกลไกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย 2569 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และ 23 หน่วยงาน เน้น 2 กลยุทธ์หลัก
6.1) การปราบปรามธุรกิจนอมินี และทุนต่างชาติผิดกฎหมาย โดยเน้นที่การตรวจเข้มป้องกันตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียนนิติบุคคล การใช้เทคโนโลยีและระบบฐานข้อมูลช่วยวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจกลุ่มเสี่ยง คัดกรองบริษัทกลุ่มเสี่ยงและเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การตรวจสอบมีความสมบูรณ์สูงสุด และการกำหนดบทลงโทษที่รุนแรง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเข้มงวด
6.2 การสกัดกั้นและทำลายสินค้าผิดกฎหมายที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อปิดประตูไม่ให้สินค้าที่ผิดกฎหมายเข้ามาทำลายเศรษฐกิจประเทศ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เสมอภาค จะทำให้สังคมเกิดสองมาตรฐาน เลือกปฏิบัติ และสร้างเงื่อนไขระหว่างกัน ส่งผลให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันได้โดยง่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น
- ยกระดับบริการให้สะดวก รวดเร็ว ทันสมัย ปรับโฉมกระทรวงพาณิชย์สู่ดิจิทัลเพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เน้นลดขั้นตอน ลดระยะเวลา และลดต้นทุนผู้ประกอบการและประชาชนในการติดต่อราชการ สร้างความง่ายในการประกอบธุรกิจของประเทศไทย โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารงานราชการทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน
ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดความรวดเร็วแล้ว ยังช่วยลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน ส่งผลถึงการลดการเรียกรับผลประโยชน์ที่จะทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันด้วย ซึ่งการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์จะเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบกระดาษไปสู่การบริการผ่านระบบเทคโนโลยี ส่งผลให้ภาคธุรกิจและประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกการค้าและกติกาการค้าโลกยุคใหม่
- แก้ไข กฎ ระบียบ ให้ทันสมัย เอื้อต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎระเบียบและคำสั่งที่ล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชน รวมทั้ง ไม่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และไม่ตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มศักยภาพ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย เปรียบเสมือนการเปิดประตูให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่โลกการค้าได้ด้วยความมั่นใจ
โดยมีกฎและระเบียบที่ปรับปรุงเป็นหน่วยสนับสนุนให้บรรลุวัตถุประสงค์และได้เปรียบทางการค้า ช่วยลดช่องว่าง และสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทยอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ควรต้องมีการปรับเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ และตามพลวัตรทางสังคมที่เปลี่ยนไป บางเรื่องอาจเหมาะสมในยุคสมัยหนึ่ง เมื่อมีเปลี่ยนแปลงก็จำเป็นต้องยกเลิกหรือปรับปรุงของเดิม เนื่องจากไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับปัจจุบัน ซึ่งท้ายที่สุดอาจส่งผลต่อการลดความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในสายตาของประชาคมโลกได้
- ดูแลและสนับสนุนการทำงานของบุคลากร ภารกิจสุดท้ายแต่สำคัญที่สุด เพราะไม่มีนโยบายใดจะสำเร็จได้เลยหากปราศจากคน ซึ่งเป็นหัวใจและกำลังสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ กองทัพจะเดินหน้าและรบชนะได้ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ทั้งส่วนกลาง พาณิชย์จังหวัด และทูตพาณิชย์ทั่วโลก ต้องได้รับการดูแลและสนับสนุนอย่างเต็มที่ การจัดทัพและวางคนให้เหมาะสมกับความสามารถ
พร้อมทั้งส่งมอบเครื่องมือ ตัวช่วย และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้ทุกคนทำงานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ สำคัญที่สุด คือ ต้องมีระเบียบและกลไกรองรับที่ชัดเจน เพื่อคุ้มครองให้ข้าราชการและคนทำงานทุกคนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ด้วยความสบายใจ โปร่งใส ปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องผลกระทบย้อนหลัง และคนที่ตั้งใจทำงานจริงก็จะต้องได้รับการเชิดชูและเติบโตด้วยระบบคุณธรรม เพื่อให้ทุกคนมีพลังใจพร้อมรับใช้ประชาชนอย่างเต็มภาคภูมิ