ไทยผงาดผู้นำอาหารทะเลโลก ส่งออกพุ่ง 6.7 พันล้านดอลลาร์ เกษตรฯ ชูโมเดล “ประมง-เพาะเลี้ยงยั่งยืน” เปิดฉากเวที GSA Responsible Seafood Summit 2026
นางสาวอิงอร ปัญญากิจ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังได้รับมอบหมายจาก นายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ให้เข้าร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน GSA Responsible Seafood Summit 2026 ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ ว่า
อนาคตของอุตสาหกรรมอาหารทะเลสมัยใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างศักยภาพทางเศรษฐกิจกับการรักษาสุขภาพของระบบนิเวศ
ประเทศไทยมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะก้าวข้ามบทบาทการเป็นเพียง “ศูนย์กลางการแปรรูป” ไปสู่การเป็น “ผู้นำด้านการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน” โดยมุ่งเน้นการปกป้องระบบนิเวศชายฝั่ง ฟื้นฟูป่าชายเลน และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
พร้อมทั้งสร้างหลักประกันว่าสินค้าอาหารทะเลทุกชิ้นผ่านกระบวนการผลิต การทำประมง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ได้มาตรฐานระดับสากล ทั้งด้านความปลอดภัยของอาหาร ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน
จุดเปลี่ยนสำคัญและความท้าทายระดับโลก
ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุตสาหกรรมอาหารทะเลกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ การประชุมครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนแนวทางรับมือในหลายมิติ ได้แก่
– การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล
– การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความผันผวนของโลก
– การพัฒนาอาหารสัตว์น้ำและการจัดหาวัตถุดิบทางเลือกอย่างรับผิดชอบ
– สวัสดิภาพสัตว์และความรับผิดชอบต่อสังคม
– การเปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงห่วงโซ่คุณค่าอย่างทั่วถึง
เปิดสถิติเด่น ไทยยืนหนึ่งความมั่นคงทางอาหารโลก
นางสาวอิงอร เปิดเผยเพิ่มเติมถึงบทบาทสำคัญของประเทศไทยต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก โดยในปี 2568 ประเทศไทยมีปริมาณวัตถุดิบสัตว์น้ำจากการผลิตภายในประเทศและการนำเข้า รวมกว่า 4.37 ล้านตัน แบ่งเป็น:
– ผลผลิตภายในประเทศ : 2.31 ล้านตัน มูลค่ากว่า 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
– วัตถุดิบนำเข้า (เพื่อแปรรูปเพิ่มมูลค่า) : 2.06 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในด้านการส่งออก ประเทศไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลสู่ตลาดโลกสูงถึง 1.67 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 6.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ ปลาทูน่ากระป๋อง (34.4%) และ กุ้ง (18.3%)
ตลาดสำคัญครอบคลุมทั้ง สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อาเซียน จีน และตะวันออกกลาง ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางระดับโลกด้านการผลิต การแปรรูป และการค้าอาหารทะเลอย่างแท้จริง
ตลอดระยะเวลา 4 วันของการประชุม การหารือ และการศึกษาดูงานด้านเทคนิค ผู้เข้าร่วมจะมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเชื่อมั่นว่าพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ จะช่วยจุดประกายข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติและแนวทางใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารทะเลให้มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับความท้าทายในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม