บีโอไอ ชี้ทิศทางการลงทุนโลกเปลี่ยนสู่เทคฯ เผยปี 2568 อาเซียนรับเอฟดีไอกว่า 8.1 ล้านล้านบาท ไทยทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 6.3 แสนล้านบาท
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังเป็นผู้แทนรัฐบาลเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีเขตการลงทุนอาเซียน (ASEAN Investment Area Council) เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2569 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อหารือและผนึกกำลังกำหนดทิศทางการส่งเสริมการลงทุนของอาเซียน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก และการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล
โดยฝ่ายไทยเน้นย้ำถึงความสำคัญในการยกระดับอาเซียนเพื่อเตรียมรับคลื่นการลงทุนที่เป็นกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจำเป็นต้องเตรียมพร้อมทั้งด้านการพัฒนาบุคลากร การวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมทั้งการพัฒนาซัพพลายเชนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับภูมิภาคอาเซียน
FDI ไทยทำสถิติสูงสุดปี 68 ท่ามกลางการเติบโตของอาเซียน
ในปี 2568 ภูมิภาคอาเซียนมีการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้ารวม 246,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 8.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 สูงกว่าการเติบโตของ FDI ทั่วโลก คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 15 ของ FDI รวมทั่วโลก
ทั้งนี้ ส่งผลให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่ได้รับ FDI มากที่สุดและเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และมีมูลค่า FDI สูงกว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเป็นครั้งแรก ตอกย้ำบทบาทที่เปลี่ยนไปของอาเซียนในฐานะหมุดหมายสำคัญของการลงทุนโลก
“ในส่วนของประเทศไทยได้รับ FDI ไหลเข้ามูลค่า 19,100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 6.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 สูงสุดเป็นประวัติการณ์”
โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนในภาคบริการภาคการเงิน และภาคการผลิต ขณะที่การลงทุนด้านข้อมูลและการสื่อสารเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ทั้งนี้ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ชี้ว่า รูปแบบ FDI โลกและอาเซียนกำลังเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ ไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Investment) มากยิ่งขึ้น
เช่น การลงทุนในเทคโนโลยี นวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาบุคลากร การให้บริการทางเทคนิค และบริการสนับสนุนภาคธุรกิจในด้านต่างๆ โดยมีสัดส่วนเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญจากร้อยละ 44 ในช่วงปี 2548–2553 เป็นร้อยละ 64 ในช่วงปี 2563–2568 และขยายตัวเร็วกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีตัวตนเกือบสองเท่า
ขณะที่การลงทุนด้าน R&D ของอาเซียนยังมีสัดส่วนต่ำเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น สะท้อนโอกาสของอาเซียนรวมถึงประเทศไทย ในการดึงดูด FDI คุณภาพสูงที่ช่วยสร้างเทคโนโลยี นวัตกรรม และมูลค่าเพิ่มภายในภูมิภาคมากขึ้น
“ไทยและอาเซียนจำเป็นต้องเร่งพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ดิจิทัลขั้นสูง และวิศวกรรม เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ ซึ่งเป็นภารกิจที่รัฐบาลและบีโอไอให้ความสำคัญ โดยเฉพาะมาตรการ Skill Bridge ที่ช่วยพัฒนาทักษะบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม และมาตรการ Business Transformation ที่ช่วยหนุนผู้ประกอบการไทยนำเทคโนโลยีมาเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ไทยและอาเซียนพร้อมรับการลงทุนคุณภาพสูงอย่างเต็มศักยภาพ”
ไทยยกระดับระบบนิเวศ ดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นพ้องกับแนวทาง OECD ว่า การแข่งขันดึงดูดการลงทุนในปัจจุบันไม่ควรพึ่งพาสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการอนุมัติ/อนุญาตที่คล่องตัว กฎระเบียบที่ชัดเจน โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และบริการดูแลนักลงทุนครบวงจร ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและรักษาฐานการลงทุนคุณภาพสูงในระยะยาว ในประเด็นนี้ บีโอไอได้นำเสนอต่อที่ประชุมถึงความคืบหน้าในการยกระดับระบบนิเวศการลงทุนของไทย โดยเฉพาะกลไก Thailand FastPass ซึ่งมุ่งเร่งรัดกระบวนการอนุมัติ/อนุญาตของหน่วยงานต่าง ๆ ให้เร็วกว่าเดิมร้อยละ 20-50 ตลอดจนประสานแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน เพื่อสนับสนุนให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่และโครงการเชิงยุทธศาสตร์สามารถเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในระดับภูมิภาค ไทยยังร่วมผลักดันความร่วมมือกับอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ผ่านแผนปฏิบัติการส่งเสริมการลงทุนระดับภูมิภาคของอาเซียนหรือ RIPAP (Regional Investment Promotion Action Plan) ในช่วงปี 2568 – 2573 ร่วมกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ (UNESCAP) ที่มุ่งส่งเสริมให้อาเซียนเป็นจุดหมายปลายทางของการลงทุนจากทั่วโลก เน้นดึงดูดการลงทุนทั้งห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ เข้าสู่อาเซียน โดยอาศัยจุดแข็งที่หลากหลายของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน
“ความร่วมมือระดับภูมิภาคจะช่วยให้อาเซียนนำจุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศมาเชื่อมโยงเป็นห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในเวทีโลก ประเทศไทยพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้แผนปฏิบัติการ RIPAP อย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนศักยภาพและโอกาสของอาเซียนให้เกิดเป็นโครงการลงทุนที่เป็นรูปธรรม และสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประเทศสมาชิกอย่างทั่วถึง” นายนฤตม์ กล่าว