เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) เดินหน้ารับมือโครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยน หลังวัยแรงงานลดลง ขณะที่คนไทยมีอายุยืนขึ้น แต่ต้องเสี่ยงจากเงินออมหลังเกษียณที่ไม่เพียงพอ พร้อมขยายบทบาทจากธุรกิจประกันชีวิตและสุขภาพสู่การสร้าง “Longevity Ecosystem” เปิดตัว “Muang Thai Flexi Retire Series” ประกันบำนาญรูปแบบใหม่ที่เน้นความยืดหยุ่นในการวางแผนเกษียณ พร้อมเชื่อมเครือข่าย Senior Living และ Nursing Home 44 แห่งทั่วประเทศ

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านด้านโครงสร้างประชากรอย่างชัดเจน ทั้งการลดลงของประชากรวัยทำงานและการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุ ทำให้โจทย์ของการเกษียณไม่ได้อยู่เพียงว่า “จะเกษียณเมื่ออายุเท่าไร” แต่ต้องมองต่อไปถึงว่าจะมีเงินเพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณหรือไม่ และจะสามารถดูแลค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นตามอายุได้อย่างไร

“อายุที่ยืนยาวขึ้น” จึงมาพร้อมกับความจำเป็นในการวางแผนระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อรูปแบบการทำงานและอายุเกษียณของคนแต่ละรุ่นมีความแตกต่างกัน ขณะที่เทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานก็เข้ามามีบทบาทต่อรายได้และรูปแบบการทำงานในอนาคต

เมืองไทยประกันชีวิตจึงวางกรอบการดูแลลูกค้าในระยะยาวผ่าน 3 มิติ ได้แก่ Lifespan การมีอายุยืนยาวขึ้น, Healthspan การมีสุขภาพดีและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพยาวนานขึ้น และ Wealthspan การมีความมั่นคงทางการเงินเพียงพอตลอดช่วงชีวิต

แนวคิดดังกล่าวนำมาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ไม่ได้มองเฉพาะการคุ้มครอง แต่รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านการเงินและการดูแลสุขภาพในวัยสูงอายุ โดยหนึ่งในผลิตภัณฑ์ล่าสุดคือ “Muang Thai Flexi Retire Series” แบบประกันบำนาญที่ออกแบบให้ลูกค้าปรับแผนการเกษียณได้ตามช่วงชีวิตและไลฟ์สไตล์ของตนเอง

จุดเด่นสำคัญของผลิตภัณฑ์อยู่ที่การเปิดทางเลือกให้ลูกค้ากำหนดรูปแบบการชำระเบี้ยและช่วงเวลารับเงินบำนาญได้หลากหลาย โดยสามารถเลือกชำระเบี้ยครั้งเดียว หรือชำระระยะสั้น 5 ปี หรือชำระต่อเนื่องจนถึงอายุที่กำหนด ขณะที่อายุเริ่มรับบำนาญสามารถเลือกได้ตั้งแต่อายุ 55, 60, 65 หรือ 70 ปี ในแบบประกันที่กำหนด

นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกรับเงินบำนาญเป็นรายปีหรือรายเดือน และมีทางเลือกในการรับเงินบำนาญแบบขั้นบันไดตามช่วงอายุ เพื่อช่วยรองรับค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงวัยสูงอายุ รวมถึงทางเลือกในการรับเงินบำนาญงวดแรกเป็นเงินก้อน 30% ทั้งนี้ ผลประโยชน์และเงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนดในกรมธรรม์

อีกประเด็นที่บริษัทให้ความสำคัญคือความยืดหยุ่นเมื่อแผนชีวิตเปลี่ยนไป โดยแบบประกันที่เข้าเงื่อนไขสามารถเปลี่ยนอายุเริ่มรับบำนาญได้ หลังจากชำระเบี้ยครบแล้ว โดยต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วันทำการและมีค่าดำเนินการ 300 บาท ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงอายุเริ่มรับบำนาญจะมีผลต่อจำนวนเงินเอาประกันภัย

สำหรับ Muang Thai Flexi Retire Series ประกอบด้วย “เฟล็กซี่ รีไทร์ โปร 90/1” ดี 55, 60, 65, 70 และ “เฟล็กซี่ รีไทร์ เน็กซ์ 90/1” ดี 55, 60, 65, 70 ซึ่งเป็นแบบชำระเบี้ยครั้งเดียว ขณะที่ “เฟล็กซี่ รีไทร์ 90/5” ดี 55, 60, 65 เป็นแบบชำระเบี้ย 5 ปี และ “เฟล็กซี่ รีไทร์ 9055, 9060, 9065” เป็นแบบประกันบำนาญที่เข้าเงื่อนไขลดหย่อนภาษี โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569

“บริษัทกำลังพยายามปรับภาพของผลิตภัณฑ์เพื่อการออมระยะยาวให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น จากเดิมที่การออมเพื่อวัยเกษียณอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนตายตัว ขณะที่พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มต้องการทางเลือกที่สามารถปรับให้สอดคล้องกับเส้นทางชีวิต การทำงาน และอายุเกษียณที่แตกต่างกัน”

นายสาระ กล่าวและว่าโจทย์สำคัญคือคนหนึ่งอาจต้องการเกษียณเมื่ออายุ 55 ปี ขณะที่อีกคนยังต้องการทำงานต่อถึง 60 หรือ 65 ปี แม้อายุจะมากขึ้นแต่ยังมีสุขภาพแข็งแรงและต้องการทำงานต่อ ดังนั้น การออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษียณจึงต้องรองรับความหลากหลายดังกล่าวมากขึ้น

ขณะเดียวกัน เมืองไทยประกันชีวิตยังขยายการดูแลจากเรื่อง “เงิน” ไปสู่เรื่อง “การใช้ชีวิตหลังเกษียณ” ด้วยการสร้าง Senior Ecosystem ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรด้าน Senior Living และ Nursing Home จำนวน 44 แห่งทั่วประเทศ

ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมบริการตั้งแต่บ้านพักและศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ การดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง การฟื้นฟูสุขภาพ ไปจนถึงบริการสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด รวมถึงบริการรถรับ-ส่งพร้อมผู้ดูแลสำหรับผู้สูงวัย ผู้ป่วย และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในการเดินทางไปพบแพทย์ ตลอดจนบริการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่เน้นการบรรเทาอาการและการมีครอบครัวอยู่ใกล้ชิด

สำหรับผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัยบำนาญของเมืองไทยประกันชีวิต หากเข้าใช้บริการบ้านพักผู้สูงอายุที่อยู่ในเครือข่ายพันธมิตร สามารถแจ้งความประสงค์ให้บริษัทจ่ายเงินบำนาญให้แก่สถานบริการโดยตรงได้ และบริษัทเตรียมขยายสิทธิดังกล่าวไปยังผู้ถือกรมธรรม์สะสมทรัพย์ในระยะต่อไป

นายสาระกล่าวว่า การสร้าง Longevity Ecosystem จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันภัย แต่เป็นการเชื่อมโยงการวางแผนทางการเงินเข้ากับการดูแลสุขภาพและการใช้ชีวิตในวัยสูงอายุ เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกในการเตรียมตัวตั้งแต่ก่อนเกษียณไปจนถึงช่วงหลังเกษียณ

“เมืองไทยประกันชีวิต ดำเนินธุรกิจมา 75 ปี จึงมุ่งพัฒนาบทบาทจากผู้ให้ความคุ้มครองไปสู่การเป็นพันธมิตรที่ดูแลลูกค้าตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่การสร้างความมั่นคงทางการเงิน การเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณ ไปจนถึงการเข้าถึงบริการสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญมากขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยสู่สังคมอายุยืน (Longevity Society)” นายสาระกล่าว

ทั้งนี้ การพิจารณารับประกันภัย เงื่อนไขความคุ้มครอง การใช้สิทธิลดหย่อนภาษี และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทและกรมสรรพากรกำหนด ผู้ซื้อควรศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อกำหนดของกรมธรรม์ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน