อ่านเกมทองคำ 20 ปี ราคาขึ้น 8 เท่า ปลายปีนี้มีโอกาสถึง 5,000 USD ต่อออนซ์ ขณะที่ทองคำไทยคาดบาทละ 75,000 บาท ได้แรงซื้อธนาคารกลางทั่วโลกหนุน
นางสาวศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นกว่า 8 เท่า สะท้อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจากเดิมที่ขับเคลื่อนโดยนักลงทุนรายย่อย มาเป็นกองทุน ETF ทองคำ และธนาคารกลางทั่วโลก กำหนดทิศทางตลาด หลังจากกองทุน ETF ทองคำ SPDR Gold Shares ถือกำเนิดในปี 2547
ขณะที่ ธนาคารกลางทั่วโลก ซื้อทองคำสุทธิต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2553 โดยเฉพาะในปี 2565-2567 ที่ซื้อทองคำทั้งปี มากกว่า 1,000 ตัน ส่วนในปี 2568 มีแรงซื้อจากนักลงทุนรายย่อยที่กลัวตกกระแส (Fear of Missing Out : FOMO) ทำให้ความต้องการทองคำสูงเป็นประวัติการณ์แตะระดับ 5,000 ตัน ขณะที่ ปี 2569 ราคาทองคำในตลาดโลกมีความผันผวนสูง
โดยทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,595 ดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) ต่อออนซ์ ในเดือน ม.ค. ก่อนปรับลดลงในเดือน มี.ค.- มิ.ย. หลังเกิดสงครามอิหร่าน ที่ทำให้ความต้องการถือเงินสดเพิ่มขึ้น รวมถึงแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับสูงขึ้น ทำให้เงินเฟ้อเร่งตัว และตลาดมีความกังวลว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะเร่งการขึ้นดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตามราคาทองคำกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้งในเดือน ก.ค. และ ส.ค. โดยคาดว่า ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ราคาทองคำโลกมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ ทั้งนี้ ปัจจัยที่สนับสนุนให้ราคาทองคำปรับขึ้น ได้แก่ ทิศทางเงินเฟ้อที่ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว การกลับเข้ามาลงทุนของนักลงทุน และสัญญาณจากปัจจัยทางเทคนิค
โดยประเด็นสำคัญที่มีผลต่อราคาทองคำที่ต้องจับตา มี 5 ประเด็น ได้แก่ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางชั้นนำในโลก สถานการณ์สงครามในอิหร่าน ทิศทางการไหลเข้าออกของเงินลงทุน การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ และ แรงซื้อทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลก เพื่อลดสัดส่วนการถือครองสกุลเงิน USD
โดยประเมินเป้าหมายราคาทองคำโลก ปลายปีไว้ที่ประมาณ 5,000 USD ต่อออนซ์ ส่วนราคาทองคำในประเทศมีโอกาสอยู่ในช่วง 75,000-75,700 บาทต่อบาททองคำ ภายใต้สมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยนที่ 31.70-32.00 บาทต่อ USD สำหรับกลยุทธ์การลงทุน หากราคาทองคำอ่อนตัวลงแตะระดับ 4,200 USD ต่อออนซ์ ถือเป็นระดับที่น่าสนใจสะสมสำหรับผู้ที่ลงทุนระยะยาว
ด้าน นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส SCB Financial Markets (SCB FM) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ราคาทองคำในระยะสั้น เผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล สหรัฐฯ ที่ปรับขึ้นเร็ว
หลังตลาดกังวลกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กดดันราคาน้ำมันทะลุ 100 USD ต่อบาร์เรล จะเป็นแรงกดดันที่ทำให้ Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้เงิน USD แข็งค่า ซึ่งโดยปกติราคาทองคำจะเคลื่อนไหวตรงกันข้ามกับ bond yield และค่าเงิน USD
อย่างไรก็ตาม หากตลาดมองว่าสงครามน่าจะจบเร็ว และ Fed ไม่น่าจะต้องขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ราคาทองคำก็มีโอกาสไปต่อได้ ในส่วนของความต้องการซื้อทองคำช่วงที่ผ่านมา พบว่า ธนาคารกลางจีนยังคงซื้อต่อเนื่อง แม้ช่วงที่สงครามรุนแรง และแรงซื้อจากกองทุนรวม ETF ทองคำ ลดลง
ขณะที่ ธนาคารกลางบางแห่ง โดยเฉพาะประเทศที่เผชิญสงคราม ไม่ได้ซื้อทองคำสะสมในประเทศอย่างเดียว แต่ยังกระจายความเสี่ยงฝากทองคำไว้กับประเทศอื่นด้วย โดยพบสัญญาณการซื้อทองคำและฝากไว้ในอังกฤษมากขึ้น จึงทำให้เป็นอีกปัจจัยที่หนุนราคาทองคำต่อไปได้
SCB FM มองราคาทองคำมีโอกาสปรับขึ้นได้ในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 โดยคาดการณ์ ราคาทองคำในตลาดโลกปลายปีอาจแตะระดับ 4,900-5,000 USD ต่อออนซ์ ขณะที่ปี 2570 มีโอกาสปรับขึ้นไปอยู่เหนือระดับ 5,000 USD ต่อออนซ์ โดยคาดการณ์ว่า ปีนี้ความต้องการซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก จะซื้อสุทธิ 50 ตันต่อเดือน
ส่วนปี 2570 คาดการณ์ซื้อสุทธิอยู่ที่ 40 ตันต่อเดือน ขณะที่ เงินเฟ้อเร่งตัวมากกว่าตลาดคาด อาจทำให้ Fed ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในไตรมาสที่ 4 นี้ กดดันราคาทองคำให้ย่อลงได้ อย่างไรก็ตาม หาก Fed ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยตามที่คาด แต่คงดอกเบี้ย อาจทำให้ Bond yield ย่อตัวลงมา กดดันเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า ทำให้ราคาทองคำปรับขึ้นได้
ในส่วนของทิศทางค่าเงินบาท ที่มีความเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับราคาทองคำสูง โดยเวลาที่ราคาทองคำปรับขึ้น มักจะเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นด้วย ทั้งนี้ SCB FM มีมุมมองระยะสั้น 1-2 เดือนว่า เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าได้เล็กน้อย จากการที่สงครามยืดเยื้อและมีโอกาสรุนแรงเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันอาจปรับเพิ่มขึ้นต่อได้ ส่งผลให้ดุลการค้าของไทยยังมีแนวโน้มขาดดุล ประกอบกับมีโอกาสที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีนำเข้ากับไทยเพิ่มขึ้นในบางกลุ่มอุตสาหกรรม
จึงคาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 33.30-33.80 บาทต่อ USD สำหรับลูกค้าที่มีความจำเป็นต้องขายเงินบาท เพื่อซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อาจรอจังหวะที่เงินบาทกลับมาแข็งค่าในบางช่วง และตั้งเป้าซื้อดอลลาร์ที่ระดับราว 33.10 บาทต่อ USD หรือต่ำกว่า
สำหรับช่วงปลายปี คาดการณ์เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 32.80-33.80 บาทต่อ USD โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเงินบาท ได้แก่ สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งมองว่ามีแนวโน้มยืดเยื้อต่อในช่วงไตรมาสที่ 3 ถึงต้นไตรมาส 4 อย่างไรก็ดี ช่วงปลายปี ความรุนแรงอาจทุเลาลง จากแรงกดดันทางการเมืองที่ และคลังอาวุธของสหรัฐฯ ที่ลดลง
นอกจากนี้ การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เดือน พ.ย. อาจทำให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนต่าได้ โดยจากสถิติในอดีต 4 ใน 5 ครั้ง ที่พรรคเดโมแครต และลิพับลิกัน มีคะแนนใกล้เคียงกันมาก มักเห็นเงิน USD อ่อนค่า 2 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ ประกอบกับ ปลายปีเป็นฤดูกาลที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาไทยมากขึ้น อาจกดดันเงินบาทแข็งค่าเพิ่มเติม ด้วยเหตุนี้ จึงมองว่ามีโอกาสที่เงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าได้เล็กน้อยช่วงปลายปี
ขณะที่ ประเด็นอื่นที่ต้องติดตามคือแนวโน้มเงินเยน หลังมีข่าวกองทุนบำเหน็จบำนาญของญี่ปุ่น จะปรับลดสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศ นำเงินกลับมาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ในประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น ทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นเร็ว และเงินบาทแข็งค่าตาม ระยะต่อไปต้องติดตามว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่องในเดือน ต.ค. เลยหรือไม่ โดยหากยังไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยต่อ ทำให้เงินเยนกลับมาอ่อนค่าลง อาจทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นจำเป็นต้องเข้าแทรกแซงเงินเยนอีกครั้ง
นายธนกฤต ศรันกิตติภัทร CFP®, ผู้แนะนำผลิตภัณฑ์การลงทุนอาวุโส Investment Product ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง และสนใจลงทุนในทองคำภายใต้สัดส่วนตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ในปัจจุบันมีโซลูชันการลงทุนให้เลือกหลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากการลงทุนซื้อทองคำที่จับต้องได้ สามารถลงทุน กองทุนรวมทองคำผ่าน SCB Easy ได้ 3 ทางเลือก
ได้แก่ กองทุน SCBGOLD ความเสี่ยง 8 ที่ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ETF ทองคำต่างประเทศ SPDR Gold Trust โดยกองทุนนี้ไม่มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ลงทุนด้วยสกุลเงินบาท ต่อมาคือ กองทุน SCBGOLDH ความเสี่ยง 8 ที่ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ETF ทองคำต่างประเทศ SPDR Gold Trust แบบการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ลงทุนด้วยสกุลเงินบาท
กองทุน SCBUSDGOLD ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ETF ทองคำต่างประเทศ SPDR Gold Trust ด้วยสกุลเงิน USD โดยกองทุนนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีสกุลเงิน USD อยู่แล้ว ต้องการโอกาสรับผลตอบแทนด้วยสกุลเงิน USD และบริหารจัดการเงินลงทุน โดยสับเปลี่ยนไปยังผลิตภัณฑ์การลงทุนอื่นในรูปสกุลเงิน USD ได้ ภายใต้ SCB USD Ecosystem
ขณะที่ ล่าสุดธนาคารไทยพาณิชย์มีทางเลือกใหม่สำหรับการลงทุนในทองคำด้วย SCB Gold Marketplace บริการซื้อขายทองคำออนไลน์ ผ่าน SCB Easy กับร้านทองชั้นนำ โดยซื้อขายสกุลเงิน USD ได้ทั้งทองคำแท่งบริสุทธิ์ 99.99% (ออนซ์) และซื้อขายทองคำ 96.5% (บาททองคำ) ในอัตราเริ่มต้นน้ำหนักทองคำ 0.05 บาททองคำ พร้อมกับเลือกถอนทองคำได้จริงโดยนัดรับที่ร้านทอง หรือจัดส่งทางไปรษณีย์แบบมีประกัน ซื้อขายได้ตั้งแต่เวลา 7.00 น. – 3.00 น. วันถัดไป