กรมศุล พบสินค้าแอบสวมสิทธิส่งออกไปสหรัฐฯ แตะพันล้าน ขู่ปรับ 5 แสน
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า จากมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐอเมริกาในรอบ 11 เดือน ของปีงบประมาณ 2569 พบว่ามีมูลค่าประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ กรมศุลกากรได้ตรวจสอบและพบมูลค่าการสวมสิทธิสินค้าเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ ว่าอยู่ในระดับหลักพันล้านบาท อีกทั้งสินค้าส่วนใหญ่จัดอยู่ในสินค้าประเภทอุปโภคบริโภค เช่น เสื้อผ้า กระเป๋าเดินทาง ของใช้ในครัวเรือน เป็นต้น และไม่ใช่กลุ่มสินค้าส่งออกหลักใน 10 อันดับแรกที่ไทยมีการส่งออกไปยังสหรัฐฯมากที่สุด อย่างไรก็ดี หากพิจารณาโครงสร้างปัญหาการสวมสิทธิ์ จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การสวมสิทธิเพื่อนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายภายในประเทศไทย และการสวมสิทธิสินค้าเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ
“กรมศุลกากรส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ทั้ง 11 เดือน ของปีงบประมาณ 2569 ประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท หากดูการสวมสิทธิม Made in Thailand เพื่อส่งออกไปอเมริกา อยู่ในระดับหลักพันล้าน ซึ่งไม่มีนัยสำคัญ และเป็นสินค้าที่ไม่ได้อยู่ใน 1 ใน 10 สินค้าที่ไทยส่งออกไปอเมริกามากที่สุด” นายพันธ์ทอง กล่าว
นายพันธ์ทอง กล่าวว่า จากการหารืออย่างไม่เป็นทางการกับทางการระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับข้อกังวลด้านดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI : Manufacturing Production Index – MPI) ของประเทศไทย ที่มีระดับต่ำและไม่สอดคล้องกับตัวเลขการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯที่มีปริมาณมากขึ้น ส่งผลให้สหรัฐฯมองว่า ไทยมีกำลังการผลิตส่วนเกินจากการลักลอบสวมสิทธิ์สินค้า (Transshipment) กรมศุลกากรจึงได้มีการปรับปรุงข้อมูลการจัดทำ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ MPI ร่วมกับหน่วยงานเศรษฐกิจ เพื่อให้ดัชนีสะท้อนภาพการผลิตที่แท้จริงและเป็นปัจจุบันมากขึ้น
เนื่องจากขณะนี้ยังพบบริษัทส่งออกขนาดใหญ่หลายแห่งไม่ได้ถูกคำนวณใน MPI ส่งผลให้ค่าดัชนีดูต่ำกว่าความจริง ขณะเดียวกัน ในปีงบประมาณ 2570 กรมศุลกากรจะบูรณาการความร่วมมือกับกรมการค้าต่างประเทศ ในการปรับปรุงการออกใบรับรองถิ่นกำเนินสินค้า (Certificate of Origin: C/O) โดยใช้ระบบ ROVERs PLUS ตรวจสัดส่วนต้นทุนและกระบวนการผลิตสินค้าอย่างละเอียดทางออนไลน์ เพื่อพิสูจน์ว่าสินค้าตัวนั้นมีการแปรสภาพหรือผลิตในไทยจริงตามเกณฑ์ ไม่ใช่แค่การนำเข้ามาเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ ทั้งนี้ มองว่าการปรับปรุงมาตรการต่างๆ ข้างต้น จะเป็นปัจจัยสำคัญในการ สร้างความเชื่อมั่นต่อสหรัฐฯ และส่งผลดีต่อกระบวนการเจรจาบรรลุข้อตกลงทางการค้า ART (Agreement on Reciprocal Trade) ที่รัฐบาลไทยกำลังเร่งเจรจาให้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
“การปรับปรุงในส่วนที่กรมศุลกากรทำอยู่ก็ดี หรือสิ่งที่กรมศุลกากรทำร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศก็ดี เชื่อมั่นว่าจะส่งผลให้การเจรจาบรรลุข้อตกลง ART ได้” นายพันธ์ทองกล่าว
นายพันธ์ทอง กล่าวว่า กรมฯ เดินหน้าบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวดสำหรับผู้กระทำผิดสวมสิทธิ์สินค้า ทั้งในส่วนของขาเข้าและขาออก โดยกรมฯได้ปรับเพิ่มบทลงโทษ จากเดิมที่จะทำการยึดของเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ได้แก่ 1.หากผู้ประกอบการมีเจตนาสำแดงถิ่นกำเนิดสินค้าขาออกเป็นเท็จ เพื่อหวังหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า หรือเพื่อขอรับสิทธิพิเศษทางการค้าและสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร จะถือเป็นความผิดฐานสำแดงเท็จตามมาตรา 202 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท อีกทั้งยังต้องถูกระงับการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรของสินค้าที่กระทำความผิดในใบขนสินค้าฉบับนั้น พร้อมทั้งถูกสั่งให้ดำเนินการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องตรงตามข้อเท็จจริงทั้งหมด
นายพันธ์ทอง กล่าวว่า และ 2. สำหรับสินค้าขาเข้าเป็นเท็จ ในกรณีที่มีการนำของที่แสดงกำเนิดเป็นเท็จเข้ามาในราชอาณาจักรตามมาตรา 244 ผู้กระทำความผิดจะถูกปรับเป็นจำนวน 2 เท่าของราคาของรวมค่าอากร บวกเพิ่มอีกหนึ่งเท่าของภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย ตลอดจนภาษีอื่น ๆ หากมี ซึ่งเมื่อคำนวณรวมกันแล้วจะมีเพดานโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดให้ยกของกลางที่กระทำความผิดนั้นตกเป็นของแผ่นดินอีกด้วย เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้เกิดการบิดเบือนทางการค้าและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว