1 ต.ค. นายกฯ เปิดโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ ”อินฟินีออน” ผู้ผลิตชิปอันดับหนึ่งของเยอรมนี ลงทุนกว่า 48,000 ล. ล็อกเป้าวัตถุดิบในประเทศ 60%

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า การที่บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ แมนูแฟคเชอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เตรียมเปิดโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดสมุทรปราการอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถือเป็นความสำเร็จสำคัญในการดึงผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลกเข้าสู่ประเทศไทย และเป็นรูปธรรมของการยกระดับฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยสู่การผลิตชิปและอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

การลงทุนของอินฟินีออนมีมูลค่ากว่า 48,000 ล้านบาท ครอบคลุมการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน หรือ Power Module ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้จัดการและควบคุมกำลังไฟฟ้าในยานยนต์ไฟฟ้า ระบบพลังงาน และดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงการทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ และการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่แห่งแรกของบริษัทในไทย โดยโรงงานแห่งนี้จะเป็นฐานผลิต Power Module แห่งที่ 3 ของอินฟินีออน ต่อจากเยอรมนีและจีน

นายนฤตม์กล่าวว่า จุดสำคัญของการลงทุนไม่ได้อยู่ที่เม็ดเงินเพียงอย่างเดียว แต่คือการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ

โดยบีโอไอกำหนดเงื่อนไขให้บริษัทพัฒนาบุคลากรไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกว่า 600 คน แบ่งเป็นวิศวกรสายการผลิตกว่า 400 คน และสายวิจัยและพัฒนากว่า 200 คน พร้อมส่งบุคลากรไทยกว่า 130 คนไปฝึกอบรมเทคโนโลยีเฉพาะทางในต่างประเทศ ครอบคลุมการผลิตขั้นสูง การทดสอบ วัสดุศาสตร์ ระบบอัตโนมัติ การออกแบบเวเฟอร์และบรรจุภัณฑ์ชิป รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์

ขณะเดียวกัน อินฟินีออนมีแผนเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยไทย โดยร่วมพัฒนาหลักสูตรด้านเซมิคอนดักเตอร์ไม่น้อยกว่า 60 วิชา เปิดโอกาสให้นักศึกษาปริญญาตรีเข้าร่วมฝึกอบรมด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี Power Module ไม่น้อยกว่า 1,100 คน ใน 680 โครงการ

นอกจากนี้ ยังร่วมวิจัยกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยในประเทศไม่น้อยกว่า 18 โครงการ ตั้งแต่การถ่ายทอดเทคโนโลยี การเพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์ ระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์ การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ ไปจนถึงการพัฒนากระบวนการและผลิตภัณฑ์ใหม่

ด้านการสร้างซัพพลายเชนในประเทศ บริษัทมีเป้าหมายพัฒนาผู้ประกอบการไทยไม่น้อยกว่า 14 ราย ถ่ายทอดความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ การออกแบบ การทดสอบ และมาตรฐานสากล เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก พร้อมเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศเป็น 60%

โดยมุ่งพัฒนาชิ้นส่วนมูลค่าสูง เช่น DCB, Frame, Housing, Diode และ Pin ขณะที่บริษัทจะมีค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนาไม่น้อยกว่า 2,800 ล้านบาท

นายนฤตม์กล่าวว่า การลงทุนของอินฟินีออนเป็นหนึ่งในฐานสำคัญรองรับ “ยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ” ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569

“ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนไม่น้อยกว่า 500,000 ล้านบาทใน 5 ปีแรก และ 2.5 ล้านล้านบาทภายในปี 2593 สร้างรายได้จากอุตสาหกรรมกว่า 5 ล้านล้านบาทต่อปี และเพิ่มการจ้างงานทักษะสูงไม่น้อยกว่า 230,000 คน”

ปัจจุบันไทยมีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 900 ราย บุคลากรกว่า 336,000 คน และช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีมูลค่าส่งออกสินค้าเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นราว 26% ของการส่งออกทั้งหมดของประเทศ

ขณะที่ช่วงปี 2566–มิถุนายน 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง 879 โครงการ เงินลงทุนกว่า 909,000 ล้านบาท

เฉพาะอุตสาหกรรมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PCB ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของยานยนต์ อุปกรณ์สื่อสาร เครื่องจักร AI Server และดาต้าเซ็นเตอร์ มีคำขอรับการส่งเสริม 224 โครงการ เงินลงทุนกว่า 331,000 ล้านบาท และเริ่มขยายการลงทุนไปยังวัตถุดิบสำคัญ

เช่น วัสดุประกอบแผงวงจร Copper Clad Laminate และเครื่องจักรที่เกี่ยวข้อง ทำให้ห่วงโซ่อุปทานในประเทศมีความครบถ้วนมากขึ้น

นอกจากนี้ ไทยยังมีฐานธุรกิจตั้งแต่การผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับเซมิคอนดักเตอร์ การออกแบบและทดสอบชิป เทคโนโลยีแสงและการสื่อสารด้วยแสง ไปจนถึงการประกอบและทดสอบชิป รวมถึงมีอุตสาหกรรมปลายน้ำขนาดใหญ่

เช่น ยานยนต์และ EV เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์อุตสาหกรรม ระบบพลังงาน โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ และเทคโนโลยี AI ซึ่งเป็นฐานลูกค้าที่สามารถเชื่อมต่อกับผู้ผลิตชิปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกันได้

“หน้าที่ของบีโอไอคือเดินหน้าดึงการลงทุนในส่วนที่ไทยยังขาด เชื่อมบริษัทต่างชาติกับผู้ประกอบการไทยและสถาบันการศึกษา เพื่อให้ทุกโครงการสร้างงานทักษะสูง งานวิจัย เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจให้คนไทยมากขึ้น”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน