หน้าแรก
อาชญากรรม ทุกทิศทั่วไทย
ประเด็นร้อน วิเคราะห์การเมือง
เกาะติดกระแสหุ้นและการเงิน อสังหาฯ
รอบโลก นิวส์มอนิเตอร์ ข่าวในพระราชสำนัก ข่าวโควิด-19
เด่นออนไลน์
ละคร
หวย
กีฬาต่างประเทศ ไทยลีก เกมส์ - อีสปอร์ต ONE CHAMPIONSHIP
คลิปฮอต
บิวตี้ Food & Cafe ท่องเที่ยว ไอที-สมาร์ทโฟน
Smart Sustain
วงล้อเศรษฐกิจ ทิ้งหมัดเข้ามุม ชกไม่มีมุม วิทยาการ คอลัมน์พระเครื่อง ข่าวสดทีวีไกด์ รถยนต์ ความรู้ทั่วไป รำลึก-อาลัย
Khaosod Chinese

ส.อ.ท.จี้รัฐเคาะภาษีอีวี หวั่นข่าวลอยป่วนตลาด-เร่งซื้อดัมพ์ราคา

28 ก.ย. 2569 - 13:42 น.

ส.อ.ท. จี้บอร์ดอีวีเร่งสร้างความชัดเจน เหตุยังไม่ฟันธงภาษีอีวีนำเข้า 10-30% หวั่นค่ายรถแห่ตุนสต๊อก-ทำสงครามราคา พร้อมอุ้มซัพพลายเชนไทย

นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการว่าภาครัฐจะปรับขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) นำเข้าเป็น 30% โดยอัตราที่จะกำหนดยังต้องพิจารณาหลายปัจจัย และยังไม่มีการฟันธงว่าจะอยู่ที่ 10% 20% หรือ 30%

ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องการให้คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เร่งสร้างความชัดเจน เนื่องจากกระแสข่าวเรื่องการปรับขึ้นภาษีที่ยังไม่มีข้อสรุป ส่งผลต่อการตัดสินใจของทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยผู้บริโภคอาจเร่งซื้อรถก่อนการปรับภาษี ขณะที่ค่ายรถอาจเร่งนำเข้ามาสต๊อกล่วงหน้า ก่อนเข้าสู่การแข่งขันด้านราคาและโปรโมชั่นเพื่อระบายสต๊อกเดิม

ทั้งนี้ ตัวเลขภาษี 30% ไม่ได้เป็นข้อเสนอจากกลุ่มอุตสาหกรรมเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นหนึ่งในแนวทางที่ 10 สมาคมยานยนต์เคยเสนอภาครัฐ โดยมีเหตุผลเพื่อให้รถนำเข้ากับรถที่ผลิตในประเทศสามารถแข่งขันกันได้ใกล้เคียงกัน ขณะที่แนวทางปรับอัตราภาษีให้แตกต่างกันตามระดับการลงทุน การผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ จะช่วยจูงใจให้ผู้ผลิตลงทุนและขยายฐานการผลิต รวมถึงเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ

นายสุวัชร์กล่าวว่า หลังมติบอร์ดอีวี เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมยังรอประกาศอัตราภาษีอย่างเป็นทางการ และจะเดินหน้าหารือเรื่องการกำหนดสัดส่วนชิ้นส่วนหรือมูลค่าที่ผลิตในไทย (Local Content/Thai Content) รวมถึงการกำหนดปริมาณนำเข้า หรือโควตา โดยเชื่อมโยงกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ผู้ผลิตสร้างขึ้นในประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยและระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวม

อีกประเด็นที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญคือ การคัดเลือกนักลงทุน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหม่ที่เข้ามาทำตลาดโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนตั้งโรงงานในประเทศ ซึ่งหากยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าหมาย อาจยุติการดำเนินธุรกิจได้ ดังนั้น แผนขอรับสิทธิประโยชน์จาก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ควรกำหนดแนวทางดูแลลูกค้า รวมถึงความรับผิดชอบและการเยียวยาหากผู้ประกอบการถอนการลงทุนหรือไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ยอดผลิตและยอดจำหน่ายในประเทศกลับมาขยายตัว ขณะที่ยอดส่งออกลดลง โดยตลาดรถกระบะยังเป็นจุดกดดันสำคัญ ยอดจำหน่ายลดลงประมาณ 63% จากปี 2565 และการส่งออกรถกระบะยังติดลบ สะท้อนแรงกดดันทั้งจากตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยผลกระทบยังขยายไปถึงซัพพลายเชน เนื่องจากรถกระบะมีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูง บางยี่ห้อมากกว่า 90%

นายสุวัชร์ กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมต้องการเห็นมาตรการกระตุ้นตลาดจากภาครัฐในระยะใกล้ เพื่อรักษาระดับการผลิต ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน และระบบนิเวศของรถกระบะ ซึ่งเป็น Product Champion ของไทย พร้อมร่วมกับภาครัฐจัดทำแผนระยะยาวเพื่อวางรากฐานซัพพลายเชน รองรับเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วง 12 ปีข้างหน้า


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่

ส.อ.ท.จี้รัฐเคาะภาษีอีวี หวั่นข่าวลอยป่วนตลาด-เร่งซื้อดัมพ์ราคา