ส.อ.ท.จับตา 3 ลุ่มน้ำเศรษฐกิจ เตือนฝนลดแต่น้ำยังเสี่ยง จับตา “เจ้าพระยา-แม่กลอง-ตะวันออก” ห่วงโรงงาน-โลจิสติกส์ หวั่นกระทบฐานผลิต

นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change เปิดเผยว่าแม้ขณะนี้ปริมาณฝนของไทยมีแนวโน้มลดลง แต่ความเสี่ยงด้านน้ำยังไม่คลี่คลาย โดยประเมินว่าแต่ละพื้นที่ยังเผชิญความเสี่ยงแตกต่างกัน ทั้งจากฝนสะสม น้ำหลาก น้ำเหนือ การระบายน้ำในลุ่มน้ำหลัก และระดับน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ

ข้อมูลวันที่ 28 ก.ย. 2569 ระบุว่าแหล่งน้ำทั่วประเทศมีปริมาณรวม 61,808 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 77% ของความจุ โดยภาคตะวันตกมีน้ำในอ่าง 89% และภาคตะวันออก 85% ขณะที่ปริมาณฝนสูงสุดรายพื้นที่ ได้แก่ ระยอง 289 มิลลิเมตร กาญจนบุรี 238 มิลลิเมตร ระนอง 135 มิลลิเมตร และอุทัยธานี 110 มิลลิเมตร

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า ระหว่างวันที่ 29 ก.ย.-3 ต.ค. ฝนจะลดลงโดยรวม แต่ยังมีฝนตกหนักบางพื้นที่ โดยเฉพาะด้านตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง ทำให้ยังต้องเฝ้าระวังน้ำสะสมและมวลน้ำที่ไหลลงพื้นที่ปลายน้ำ

ลุ่มเจ้าพระยาเป็นหนึ่งในจุดที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ หลังปริมาณน้ำจากตอนบนเพิ่มขึ้น โดยวันที่ 28 ก.ย. เวลา 06.00 น. สถานี C.2 นครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 1,904 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มจากวันก่อน

ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบาย 1,950 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีการพิจารณากรอบการระบายที่ 2,000-2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยควบคุมการระบายจริงไม่เกินประมาณ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีตามสถานการณ์

หากมีการเพิ่มการระบาย ระดับน้ำพื้นที่ตอนกลางและตอนล่างอาจขยับสูงขึ้น จึงต้องติดตามแนว ชัยนาท-สิงห์บุรี-อ่างทอง-พระนครศรีอยุธยา-ปทุมธานี-นนทบุรี ต่อเนื่องถึงกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ริมแม่น้ำ และนอกแนวคันกั้นน้ำ รวมถึงพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับฐานการผลิตและโลจิสติกส์

ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมควรใช้ข้อมูล C.2 การระบายเขื่อนเจ้าพระยา ระดับน้ำตามสถานี และ C.29 บางไทร เป็นสัญญาณในการปรับมาตรการรับมือ

ภาคตะวันตกและลุ่มแม่กลองยังอยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังสูง จากฝนสะสม ปริมาณน้ำในอ่างที่อยู่ในระดับสูง และน้ำจากต้นน้ำ โดยกาญจนบุรีมีฝนสูงสุด 238 มิลลิเมตร ขณะที่น้ำในอ่างของภาคอยู่ที่ประมาณ 89% ของความจุ

ล่าสุดสำนักงานชลประทานที่ 13 แจ้งเตือนการปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนแม่กลองมากกว่า 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หลังน้ำจากแม่น้ำแควน้อยและแควใหญ่เพิ่มขึ้น

โดยข้อมูลเวลา 06.00 น. วันที่ 28 ก.ย. เขื่อนแม่กลองระบายน้ำท้ายเขื่อน 1,313 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงต้องติดตามพื้นที่ริมแม่น้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำในกาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม รวมถึงผลต่อเส้นทางขนส่งและซัพพลายเชนที่เชื่อมต่อกับภาคกลาง

ส่วน ภาคตะวันออก แม้สถานการณ์ฝนเริ่มผ่อนลงบางพื้นที่ แต่ยังต้องติดตามต่อเนื่อง เนื่องจากมีฝนสะสมสูง โดยระยองมีฝนสูงสุด 289 มิลลิเมตร และน้ำในอ่างรวมอยู่ที่ประมาณ 2,695 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 85% ของความจุ

โดยต้องติดตามทั้งนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด โดยเฉพาะระดับน้ำในลำน้ำ การระบายจากอ่าง และผลกระทบต่อชุมชน คมนาคม และฐานอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ พื้นที่อื่นยังมีความเสี่ยงน้ำหลากและน้ำท่วมขังตามประกาศเฝ้าระวังของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติในช่วงวันที่ 26-30 ก.ย. ครอบคลุมภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงบางพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาและริมลำน้ำ

นายปรีดา กล่าวว่า สำหรับภาคอุตสาหกรรม แนะให้ผู้ประกอบการใช้แนวทาง Area-based ประเมินความเสี่ยงตามสภาพพื้นที่จริง พร้อมยกระดับการรับมือเชิงรุก โดยเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ สารเคมี อุปกรณ์ และทรัพย์สินสำคัญไปยังจุดปลอดภัย ตรวจสอบระบบไฟฟ้า เครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และแนวกั้นน้ำ รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านการเดินทางของพนักงานและระบบขนส่ง

ขณะเดียวกันควรทบทวน Business Continuity Plan (BCP) ให้ครอบคลุมการผลิต แรงงาน วัตถุดิบ พลังงาน น้ำ การขนส่ง ซัพพลายเออร์ ลูกค้า และซัพพลายเชน เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้หากเกิดน้ำท่วมหรือการขนส่งหยุดชะงัก

สำหรับโรงงานที่มีน้ำเข้าพื้นที่แล้ว ต้องเพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะระบบไฟฟ้า เครื่องจักร สารเคมี น้ำมัน ระบบบำบัดน้ำเสีย กากอุตสาหกรรม และของเสียอันตราย เพื่อป้องกันความเสียหายต่อบุคลากร สิ่งแวดล้อม และชุมชน

อย่างไรก็ตาม แม้ฝนโดยรวมเริ่มลดลง แต่ความเสี่ยงด้านน้ำยังไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยาและแม่กลองที่ยังต้องติดตามน้ำจากต้นน้ำและการระบายอย่างใกล้ชิด ภาคอุตสาหกรรมจึงควรบริหารความเสี่ยงเป็นรายพื้นที่และเตรียม BCP ให้พร้อม เพื่อรักษาความปลอดภัยและลดผลกระทบต่อการผลิต ซัพพลายเชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน