“ชาย เอี่ยมศิริ” ซีอีโอการบินไทย ยอมรับเที่ยวบินช่วง 2 วันที่ผ่านมาได้รับผลกระทบเกือบ 100% จากปัญหากำลังคน โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะเฉพาะ ย้ำเร่งลด Capacity เที่ยวบินจากกรุงเทพฯ กว่า 30 เที่ยวบินต่อวัน พร้อมระดมกำลังทหาร-พนักงานแบ็คออฟฟิศ-ผู้ประกอบการภายนอก ตั้งเป้า 72 ชั่วโมงเคลียร์กระเป๋าตกค้างกว่า 5,600 ใบ และรีเซ็ตระบบปฏิบัติการกลับมา
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 29 ก.ย. 2569 ที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แถลงข่าวอัพเดตสถานการณ์เที่ยวบินและกระเป๋าสัมภาระตกค้างว่าสถานการณ์ผลกระทบจากน้ำท่วมกรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบในช่วง 3 วันที่ผ่านมา โดยต้องขอโทษผู้โดยสารและลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ พร้อมยอมรับว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติการของการบินไทยมากกว่าที่ประเมินไว้ โดยเฉพาะปัญหาแรงงานที่ไม่สามารถเดินทางเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้
นายชาย กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุ ฝ่ายบริหารได้ประชุมและเตรียมแผนรับมือผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม รวมทั้งเตรียมบุคลากรไว้ตามที่คาดการณ์ แต่แรงงานที่เกี่ยวข้องมี 2 กลุ่ม ทั้งแรงงานทั่วไปและแรงงานที่ต้องใช้ความสามารถหรือใบอนุญาตเฉพาะด้าน ซึ่งส่วนใหญ่พักอาศัยอยู่บริเวณรอบสนามบินและได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ไม่สามารถเดินทางออกมาทำงานได้
“เหตุครั้งนี้มันมากกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ เราไม่ได้คาดการณ์ว่าแรงงานที่อยู่ข้างนอกจะได้รับผลกระทบรุนแรงขนาดนี้” นายชายกล่าว
สำหรับแนวทางแก้ไขเร่งด่วน การบินไทยได้ประสานขอความช่วยเหลือจากกองทัพอากาศและกระทรวงกลาโหม โดยนำรถ GMC เข้าไปถึงบ้านของแรงงานที่มีใบอนุญาตและทักษะเฉพาะ เพื่อพาออกมาปฏิบัติงาน ขณะที่แรงงานทั่วไปได้รับการสนับสนุนกำลังพลจากกองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นายชาย กล่าวว่า ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนแรงงานทั่วไปเพียงอย่างเดียว แต่เป็นแรงงานที่มีทักษะเฉพาะ เพราะไม่สามารถนำคนอื่นมาทดแทนได้ เช่น Loadmaster หรือเจ้าหน้าที่จัดการสัมภาระ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมโหลดกระเป๋าบริเวณข้างเครื่องบิน ปกติควรมีประมาณ 45 คน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันมีประมาณ 20 คน
“ไม่มีคนไปลากของมา ของก็ไม่มา แรงงานก็ยก ไม่มีอะไรให้ยก มันต้องมีคนไปลากของมา ต้องมีคนไปเปิดเครื่อง” นายชายกล่าว พร้อมระบุว่า ฝ่ายบริหารที่มีใบอนุญาตยังต้องลงไปช่วยกำกับการทำงานข้างเครื่องบินด้วย
ลดเที่ยวบิน 30%–40% รีเซ็ตระบบปฏิบัติการ
ด้านเที่ยวบิน นายชาย กล่าวว่า ช่วง 2 วันที่ผ่านมาเที่ยวบินของการบินไทยล่าช้าเกือบ 100% โดยเที่ยวบินที่ตรงเวลามีไม่ถึง 30% ตามการประเมินช่วงแรก และยอมรับว่ากำลังการผลิตในขณะนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ
ดังนั้น ตั้งแต่เมื่อคืนได้สั่งลดกำลังการผลิต โดยใช้แนวทาง Combine Flight การยกเลิกเที่ยวบิน และโอนถ่ายผู้โดยสารไปยังสายการบินอื่น เพื่อให้เที่ยวบินที่ยังให้บริการอยู่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
จากเที่ยวบินที่ออกจากกรุงเทพฯ ประมาณ 110 กว่าเที่ยวบินต่อวัน การบินไทยตั้งเป้าลดลงประมาณ 30 กว่าเที่ยวบิน หรือประมาณ 30%–40% ของกำลังการผลิต เพื่อ “Re-ramp” การปฏิบัติการกลับมาให้ได้ และทำให้เที่ยวบินที่เหลือตรงเวลามากขึ้น
“เราก็ต้องยอมรับความจริง โดยลด Capacity ของตัวเองลง เพื่อจะเอา Flight ที่มีปัจจุบันเนี่ย ให้อยู่รอดให้ได้ และให้มันตรงเวลามากขึ้น” นายชายกล่าว
นอกจากนี้ ในส่วนงานภาคพื้นและลานจอด การบินไทยได้ตัดสินใจหาผู้ประกอบการรายอื่นเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระ โดยเฉพาะการให้บริการสายการบินลูกค้าที่การบินไทยให้บริการอยู่เดิม เนื่องจากขณะนี้ไม่สามารถรองรับปริมาณงานทั้งหมดได้
เร่งเคลียร์กระเป๋าค้างกว่า 5,600 ใบ ตั้งเป้า 72 ชั่วโมง
สำหรับกระเป๋าสัมภาระที่ตกค้างอยู่ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ขณะนี้มีประมาณ 5,600 กว่าใบ โดยการบินไทยจะเร่งนำกระเป๋าที่ค้างอยู่จากพื้นที่ภายในออกมาไว้ด้านนอก เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถติดต่อเข้ารับกระเป๋าได้ โดยจะประกาศเที่ยวบินที่สามารถรับกระเป๋าได้ผ่าน Facebook Page และเว็บไซต์ของบริษัท
การดำเนินการดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดพื้นที่และสนับสนุนกำลังพล เพื่อขนย้ายและบริหารจัดการกระเป๋า รวมถึงการจับคู่ข้อมูลระหว่าง Tag กระเป๋า ชื่อผู้โดยสาร และที่อยู่ กับกระเป๋าที่ตกค้างอยู่
ขณะเดียวกัน การบินไทยได้จัดหาผู้ประกอบการเพื่อช่วยจัดส่งกระเป๋าออกจากสนามบินรวม 3 ราย ได้แก่ ผู้ประกอบการเดิม 2 ราย และไปรษณีย์ไทยอีก 1 ราย ซึ่งได้รับการประสานงานจากทางการท่าอากาศยาน
นายชาย กล่าวว่าเป้าหมายสำคัญคือการ “Reset zero” ไม่ให้กระเป๋าของเที่ยวบินใหม่เข้ามาปะปนกับกระเป๋าที่ตกค้างเดิม พร้อมพยายามให้ผู้โดยสารของเที่ยวบินใหม่รับกระเป๋าออกไปได้ทันที
“ที่เราประเมินไว้จากการประชุมกัน คิดว่า 72 ชั่วโมง หรือประมาณ 3 วันนับจากเวลานี้ อย่างน้อยเรายากจะเคลียร์กระเป๋า สัมภาระผู้โดยสารที่ค้างอยู่ที่เทอร์มินอลให้ได้ก่อน” นายชายกล่าว
ทั้งนี้ การบินไทยตั้งเป้าดำเนินการภายใน 72 ชั่วโมง โดยระดมกำลังพนักงานจากแบ็คออฟฟิศ และสำนักงานใหญ่เข้ามาช่วยงานบริเวณอาคารผู้โดยสารขาเข้า ภายในสนามบินโดยเฉพาะพื้นที่ Domestic เพื่อเร่งระบายกระเป๋าที่ตกค้างออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด
ระดมกำลัง 100 นาย พร้อมดึงแรงงานมีสกิลกลับระบบ
นายชาย กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับการสนับสนุนกำลังพลจากกองทัพอากาศและกระทรวงกลาโหมประมาณ 100 ราย เข้ามาช่วยในส่วน Catering, Cargo และ Baggage Handling บริเวณใต้เทอร์มินอลและจะประสานขอกำลังเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม แรงงานที่เป็น Special Skill ยังกลับเข้ามาปฏิบัติงานได้เพียงประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ต้องการ ฝ่ายบริหารจึงเร่งติดตามแรงงานเป็นรายบุคคล รวมถึงมีอินเซนทีฟ และข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อจูงใจให้กลับเข้ามาทำงาน พร้อมเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาส่วนตัวของแรงงานที่ยังเป็นห่วงบ้านและครอบครัวในพื้นที่น้ำท่วม
“วันนี้คือปัญหาส่วนตัวของแต่ละบุคคล บางคนก็ต่างเอาตัวรอด เราก็ต้องไปช่วยแก้ปัญหาส่วนตัวของพนักงาน ให้เขาออกมาทำงานให้ส่วนรวมได้” นายชายกล่าว
สำหรับแรงงานทั่วไป การบินไทยประเมินว่าต้องการประมาณ 500 กว่าคน แต่ขณะนี้มีประมาณ 200–300 คนที่ขาดหายไป และได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเข้ามาช่วยเพิ่มเติม ขณะที่บริษัทมีมาตรการ Compensation หรือให้ชดเชยเพิ่มเติมสำหรับแรงงาน Non-skill ที่สามารถกลับมาปฏิบัติงานได้
ยืนยันไม่ใช่การสไตร์คของพนักงานเอาท์ซอร์ส
นายชายยังยืนยันว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการสไตร์คของพนักงานเอาท์ซอร์สตามที่มีการเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ แต่เป็นผลจากสถานการณ์น้ำท่วมและปัญหาส่วนตัวของแรงงานที่ไม่สามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้
“ผมยืนยันว่าพนักงานไม่ได้มีเจตนาร้ายแบบนั้นครับ เขามีความจำเป็นส่วนตัว โดยเฉพาะแรงงาน แรงงานเหล่านี้เป็นพันคน ที่อยู่ในตรอกซอกซอย เราไม่สามารถจะไปเจาะหาแต่ละคนมาได้” นายชายกล่าว
พร้อมย้ำว่า การบินไทยมีแผนป้องกันและเตรียมรับมือไว้แล้ว แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ โดยเดิมประเมินว่าจะสามารถรักษากำลังการผลิตไว้ได้ประมาณ 80% แต่สถานการณ์จริงลดลงต่ำกว่านั้น เนื่องจากแรงงานไม่สามารถเข้ามาปฏิบัติงานตามจำนวนที่กำหนดไว้
“ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่แรงงานอย่างเดียว ปัญหามันอยู่ที่แรงงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะ” นายชายกล่าว
นายชาย ระบุว่า การบินไทยในฐานะสายการบินที่มีกรุงเทพฯ เป็น Home Base ต้องทำกิจกรรมต่าง ๆ จำนวนมากที่กรุงเทพฯ ทั้ง Catering, Cargo และการจัดการเที่ยวบิน แตกต่างจากสายการบินอื่นที่สามารถจัดการกิจกรรมจำนวนมากจากต้นทางก่อนบินเข้าสู่กรุงเทพฯ และออกเดินทางต่อได้รวดเร็วกว่า จึงทำให้ผลกระทบของการบินไทยมีมากกว่า
ทั้งนี้ การบินไทยจะเร่งแก้ไขปัญหาหน้างานเป็นลำดับแรก พร้อมเดินหน้าระดมแรงงานที่มีใบอนุญาตและทักษะเฉพาะกลับเข้าสู่ระบบ ควบคู่กับการลดกำลังการผลิต การกระจายภาระไปยังผู้ประกอบการรายอื่น และการเร่งระบายกระเป๋าตกค้าง โดยตั้งเป้าให้การดำเนินการสำคัญกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 72 ชั่วโมง