กกพ.จี้ทบทวนสัญญาซื้อไฟโซลาร์จากเอกชนสูงสุด 11 บาท/หน่วย ลดภาระประชาชน หลังต้นทุนปัจจุบันเหลือ 2.1579 บาท หวังปรับราคา–ยกเลิกสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก เปิดเผยว่าขณะนี้เดินหน้าทบทวนโครงสร้างการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน หลังพบสัญญารับซื้อไฟฟ้าบางกลุ่มมีอัตราสูงกว่าต้นทุนปัจจุบันอย่างมาก และกลายเป็นภาระต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ได้พิจารณากรณีคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (NESDC) มีมติให้ทบทวนอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก (VSPP) ประเภทการรับซื้อไฟฟ้าที่ไม่ได้กำหนดปริมาณการจ่ายไฟฟ้าอย่างแน่นอน (Non-Firm) ซึ่งใช้รูปแบบ Adder และ FiT
โดย Adder คือ เงินเพิ่มจากราคารับซื้อไฟฟ้าปกติ ส่วนอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (Feed-in Tariff:FiT) พบว่าการรับซื้อไฟฟ้าตามสัญญาบางโครงการมีราคาสูงกว่าต้นทุนที่แท้จริงอย่างมาก โดยเฉพาะไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่บางโครงการมีราคารับซื้อสูงถึง 11 บาทต่อหน่วย ขณะที่ต้นทุนปัจจุบันอยู่ที่ 2.1579 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าสูงกว่าต้นทุนจริงประมาณ 13–17 สตางค์ต่อหน่วย
“คณะกรรมการจึงมีมติให้ทบทวนสัญญาและอัตรารับซื้อไฟฟ้า โดยกรณีที่ยังไม่ได้ลงนามในสัญญา ให้เจรจายกเลิกการลงนาม หรือหากจำเป็นต้องลงนาม ให้เจรจากำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ซึ่งกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ 2.1579 บาทต่อหน่วย และพลังงานลมที่ 2.9015 บาทต่อหน่วย หรือใช้อัตราที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ไฟฟ้ามากกว่า พร้อมกำหนดอายุสัญญาให้สิ้นสุดภายใน 20–25 ปี”
ส่วนกรณีที่ลงนามสัญญาแล้ว แต่โครงการยังไม่ได้เริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ หรือยังไม่ถึงกำหนดวันที่เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์และจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD) ให้เจรจายกเลิกสัญญา หากไม่สามารถยกเลิกได้ ให้ดำเนินการ COD ภายในระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา และหากพ้นกำหนดให้ดำเนินการยกเลิกสัญญา
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการได้เสนอความเห็นต่อ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ให้ทบทวนนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าในกลุ่ม Adder และ FiT ที่ไม่มีการกำหนดวันสิ้นสุดสัญญา หลังตรวจพบว่าอัตรารับซื้อไฟฟ้ากลุ่มดังกล่าวสูงกว่าต้นทุนปัจจุบันอย่างมาก และไม่สอดคล้องกับมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้ กกพ. พิจารณาอัตราค่าไฟฟ้าโดยคำนึงถึงต้นทุนที่แท้จริง
“เมื่อต้นทุนรับซื้อแพง ย่อมเป็นเหตุให้ราคาค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชนแพงตามไปด้วย สร้างภาระให้กับประชาชนโดยไม่จำเป็น”
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของคณะกรรมการในช่วงที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้า จนกระทั่งรัฐบาลชุดปัจจุบันรับทราบปัญหาและเร่งดำเนินการ โดยแต่งตั้งคณะกรรมการฯ มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาดังกล่าว จนนำไปสู่ข้อสรุปให้ทบทวนอัตรารับซื้อไฟฟ้าและอายุสัญญา
ขั้นตอนต่อไปจะเสนอเรื่องให้ กพช. พิจารณาและมีมติเพื่อกำหนดเป็นนโยบายของรัฐ ก่อนมอบหมายให้ คณะกรรมการนำไปดำเนินการกำกับอัตราค่าไฟฟ้าให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว โดย กกพ. ยืนยันว่าการทบทวนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้โครงสร้างค่าไฟฟ้าสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และลดภาระที่ไม่จำเป็นของประชาชน