กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลงพื้นที่ จ.ระยอง ร่วมกับ รมช.มหาดไทย (นายพลพีร์ สุวรรณฉวี) ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจที่อาจฝ่าฝืนกฎหมาย และเข้าข่ายนอมินี
นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2569 ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการกองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย และทีมปราบนอมินีร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจในพื้นที่อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง นำโดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายพลพีร์ สุวรรณฉวี) กรมการปกครอง และกรมการจัดหางาน ตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย ธุรกิจโรงแรม อพาร์ทเมนต์ สถานบริการ ธุรกิจท่องเที่ยว และโรงงานที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายหรือใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี)
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกและคัดกรองข้อมูลนิติบุคคลพบว่า อ.ปลวกแดง จ.ระยอง มีนิติบุคคลที่เข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงในลักษณะนอมินี โดยตรวจพบข้อมูลฯ 1) นิติบุคคลที่จดทะเบียนที่ตั้งสำนักงานใหญ่แห่งเดียวกัน 4 ราย จากการตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนของนิติบุคคล ปรากฏข้อเท็จจริง ดังนี้
(1.1) นิติบุคคลมีสถานะเป็นต่างด้าว 2 ราย เบื้องต้นทั้งสองรายได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI และขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวแล้ว อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบงบการเงินปีที่ผ่านมาของบริษัท พบว่าแจ้งประเภทธุรกิจขายส่งอุปกรณ์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งนอกเหนือจากขอบข่ายการประกอบธุรกิจตามที่ได้รับหนังสือรับรองฯ
(1.2) นิติบุคคลไทยมีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 50 จำนวน 2 ราย ประกอบธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ซื้อ-ขาย อุปกรณ์โรงงาน วัสดุก่อสร้าง เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักร ซึ่งเข้าข่ายธุรกิจบัญชีสาม (14) การค้าปลีก และ (15) การค้าส่ง ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงในลักษณะนอมินี หากมีคนไทยให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าว ซึ่งกรมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะตรวจสอบเชิงลึกเพื่อพิสูจน์ว่าธุรกิจดังกล่าวประกอบธุรกิจโดยใช้นอมินีหรือไม่
2) นิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงนอมินี ประกอบธุรกิจบริการที่พัก บริการอาหาร และเครื่องดื่ม มีผู้ถือหุ้นคนไทย 1 ราย ถือหุ้นจำนวน 10,600 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 53 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด และผู้ถือหุ้นคนต่างด้าว 2 ราย ถือหุ้นรวมกันจำนวน 9,400 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 47 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด
ซึ่งผู้ดูแลโรงแรมเป็นทั้งกรรมการ และผู้ถือหุ้น ชี้แจงข้อเท็จจริงว่าการประกอบธุรกิจโรงแรม เป็นการเช่าสถานที่ และดัดแปลงเป็นโรงแรม รวมทั้งยอมรับว่าเงินลงทุนเป็นของชาวต่างชาติ เพื่อไม่ให้สถานะของนิติบุคคลเป็นต่างด้าว ในการประกอบกิจการโรงแรม นอกจากนี้ ผลการตรวจสอบพบว่าโรงแรมดังกล่าวประกอบธุรกิจโรงแรม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งกรมการปกครอง จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงประกอบการตรวจสอบ กรมฯ ได้มีหนังสือให้ธุรกิจชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจและการลงทุน เพื่อตรวจสอบว่าเข้าข่ายการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือไม่ โดยหากพบว่าเข้าข่ายจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป
“คนไทยที่มีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ยอมรับเงินหรือผลประโยชน์ โดยยินยอมเป็นนอมินีอำพรางให้ชาวต่างชาติต้องถูกดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาดตามมาตรา 36 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในส่วนของคนต่างด้าวที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษตามมาตรา 37 ในอัตราโทษเดียวกัน” กิตติวัฒน์ กล่าว