“เล่งหงษ์ คอมโมดิตีส์” มองทองคำระยะสั้นยังเผชิญแรงกดดัน หลังราคาหลุดแนวรับ 4,070-4,060 ดอลลาร์ จับตาระดับ 3,950 ดอลลาร์ หากหลุดมีโอกาสลงทดสอบ 3,880 ดอลลาร์ ขณะที่ RSI เข้าสู่ภาวะ Oversold เปิดทาง Technical Rebound แต่ยังต้องระวังแรงขาย พร้อมจับตาเฟด เงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ด้านทองไทยชี้ 65,000 บาทเป็นแนวต้านสำคัญ

นางสาวภัทริน วชิรคพรรณ Chief Operation Officer บริษัท เล่งหงษ์ คอมโมดิตีส์ จำกัด ผู้ให้บริการซื้อขายทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ และโลหะมีค่า เปิดมุมมองต่อทิศทางราคาทองคำ หลังราคาปิดไม่สามารถยืนเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้

“ภาพรวมทางเทคนิคยังถือว่าดูไม่ดี หลังราคาหลุดแนวรับเดิมบริเวณ 4,070-4,060 ดอลลาร์ และขณะนี้ต้องจับตาระดับต่ำสุดเดิมของปีบริเวณ 3,950 ดอลลาร์ อย่างใกล้ชิด”

นางสาวภัทรินกล่าวและว่า หากราคาทองคำหลุดระดับดังกล่าว จะทำให้ภาพทางเทคนิคมีความน่ากังวลมากขึ้น และมีโอกาสลงไปทดสอบแนวรับถัดไปบริเวณ 3,880 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งอาจทำจุดต่ำสุดใหม่ของปีได้

อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นมองว่าทองคำยังมีโอกาสรีบาวด์ทางเทคนิค (Technical Rebound) เนื่องจากดัชนี RSI (เครื่องมือที่บ่งบอกสัญญาณแนวโน้มขาขึ้น (bullish) และขาลง (bearish) ของราคา) ในหลายกรอบเวลาเข้าสู่ภาวะ Oversold (การถูกเทขายออกมาอย่างรุนแรงและต่อเนื่องในระยะเวลาอันสั้น) จึงอาจเห็นการดีดตัวกลับได้ แม้การรีบาวด์ดังกล่าวอาจเป็นเพียงจังหวะทำกำไรระยะสั้น ไม่ใช่สัญญาณยืนยันการกลับเป็นขาขึ้น

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวในช่วงต้นสัปดาห์ ประเมินว่าทองคำอาจแกว่งตัวในกรอบประมาณ 3,950-4,060 ดอลลาร์ โดยมีแนวรับระยะสั้นบริเวณ 3,970-3,960 ดอลลาร์ ขณะที่แนวต้านสำคัญอยู่ที่ประมาณ 4,030 ดอลลาร์ หากสามารถผ่านขึ้นไปได้ มีโอกาสกลับไปทดสอบบริเวณ 4,070-4,080 ดอลลาร์ อีกครั้ง แต่หากผ่านไม่ได้ นักลงทุนควรระมัดระวังแรงขาย

ทั้งนี้ ตลาดยังต้องติดตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และถ้อยแถลงของประธานเฟด อย่างใกล้ชิด รวมถึงตัวเลข PCE Price Index (ตัวชี้วัดอัตราเงินเฟ้อที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการที่ครัวเรือนสหรัฐอเมริกาใช้จ่ายจริง) ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่เฟดใช้ประกอบการพิจารณานโยบายการเงิน โดยมองว่าปัจจัยด้านเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยยังมีอิทธิพลต่อราคาทองคำในระยะถัดไป

“สงคราม-น้ำมัน” ตัวแปรสำคัญกดดันทองคำ

นางสาวภัทริน กล่าวอีกว่าปัจจัยที่กดดันทองคำในรอบนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องค่าเงินดอลลาร์หรืออัตราดอกเบี้ยเท่านั้น แต่ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นแรงจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ กลายเป็นตัวแปรสำคัญ เนื่องจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ และเพิ่มความซับซ้อนให้กับการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด

ขณะเดียวกัน แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะเริ่มปรับลดลง ซึ่งโดยปกติถือเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงราคาทองคำ แต่แรงกดดันจากราคาน้ำมันและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศยังคงเข้ามาชดเชยแรงบวกดังกล่าว

โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดตอบสนองต่อข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาน้ำมันสามารถปรับตัวขึ้นก่อนที่เหตุการณ์จริงจะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เพิ่มความผันผวนให้กับตลาดทองคำ

ลุ้น “Sell on Rumor, Buy on Fact”

นางสาวพัชรินทร์ยังมองด้วยว่า นักลงทุนอาจต้องระวังพฤติกรรม “Sell on Rumor, Buy on Fact” (ขายเมื่อมีข่าวลือ,ซื้อเมื่อความจริงปรากฎ) โดยสถานการณ์ในอดีตที่เกิดเหตุการณ์ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตหรือเหตุการณ์ที่สร้างความไม่แน่นอนอย่างรุนแรง ราคาทองคำมักเผชิญแรงขายในช่วงแรก แม้จะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงและตลาดเริ่มรับรู้ข้อมูลอย่างชัดเจน ทองคำมีโอกาสกลับมาเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจอีกครั้ง

ดังนั้น หากสถานการณ์ความขัดแย้งสามารถคลี่คลายได้ ปัจจัยกดดันต่างๆ ทั้งราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และความกังวลต่อนโยบาย Fed อาจผ่อนคลายลง และเป็นแรงส่งให้ทองคำมีโอกาสฟื้นตัวได้แรง

ทองไทยจับตา 65,000 บาท

ทั้งนี้นางสาวภัทรินได้ประเมินราคาทองคำในประเทศว่า บริเวณ 65,000 บาท ถือเป็นแนวต้านสำคัญ ขณะที่แนวรับระยะสั้นอยู่บริเวณ 63,800-63,700 บาท ซึ่งสอดคล้องกับบริเวณแนวรับสำคัญของทองคำโลก

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวนสูง แนะนำให้นักลงทุนให้ความสำคัญกับ การบริหารจัดการเงินลงทุนอย่างเป็นระบบ (Money Management) และวินัยในการลงทุน โดยเฉพาะผู้ที่เล่นระยะสั้นควรกำหนดกรอบการซื้อขายและจุดตัดขาดทุนให้ชัดเจน หากราคาหลุดแนวรับสำคัญควรยอมตัดขาดทุนและประเมินสถานการณ์ใหม่ มากกว่าฝืนถือสถานะโดยไม่มีแผนรองรับ

“คนเล่นสั้นก็คือสั้นจริงๆ เพราะในภาวะที่ตลาดทองคำมีความผันผวนสูง การบริหารความเสี่ยงและวินัยในการตัดขาดทุนถือเป็นหัวใจสำคัญ ขณะที่นักลงทุนควรติดตามทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมัน นโยบายเฟด และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ควบคู่กันไป”นางสาวภัทรินกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน