เอสซี แอสเสท ผนึก โตเกียว ทาเทโมโนะ พัฒนา โรสวูด เรสซิเดนเซส แบงค็อก บนทำเลพระราม 4 ตรงข้ามสวนลุมพินี เจาะตลาดอัลตราลักซ์ชัวรี 85 ยูนิต รับตลาดแบรด์เดดเรสซิเดนซ์ไทยเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ซาวิลล์ชี้ราคาคอนโดฯ ย่านลุมพินีจ่อทะลุ 1 ล้านบาทต่อตร.ม.
นายภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส แผนกวิจัยตลาดและประชาสัมพันธ์ ซาวิลล์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่าตลาดที่อยู่อาศัยแบรนด์หรู (Branded Residences) ในประเทศไทยยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเป็นตลาดอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้านจำนวนโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ และติด 1 ใน 10 ของโลกในด้านจำนวนโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา
โดยปัจจุบันมีอุปทานสะสมประมาณ 18,801 ยูนิต มูลค่ารวม 220,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2569 คาดว่าจะมีอุปทานเปิดขายใหม่ประมาณ 650 ยูนิต เพิ่มขึ้น 32% จากปีก่อน โดยมีกรุงเทพฯ และภูเก็ตเป็นตลาดหลัก
ปัจจัยสนับสนุนมาจากความต้องการที่อยู่อาศัยระดับลักซ์ชัวรีและอัลตราลักซ์ชัวรี การเพิ่มขึ้นของกลุ่มผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อสูง และความร่วมมือระหว่างผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์กับแบรนด์ระดับโลก ซึ่งช่วยสร้างความแตกต่าง เพิ่มมูลค่า และยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัย
อย่างไรก็ดีจากรายงานของ ซาวิลส์ โกลบอล เรสซิเดนเชียล ดีเวลลอปเมนต์ คอนซัลแทนซี (Savills Global Residential Development Consultancy) ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีสัดส่วนโครงการแบรนด์เดด เรสซิเดนซ์ ที่สร้างเสร็จแล้วประมาณ 23% ของโครงการทั่วโลก และคาดว่าจะมีโครงการทยอยส่งมอบเพิ่มอีก 187 โครงการภายในปี 2575 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 97% โดยการสะสมความมั่งคั่งและจำนวนผู้มีความมั่งคั่งสูงในภูมิภาค เป็นปัจจัยสนับสนุนกำลังซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อภายในเอเชียที่มีบทบาทเพิ่มขึ้น
สำหรับประเทศไทย คาดว่าจำนวนโครงการแบรนด์เดด เรสซิเดนซ์ จะเพิ่มขึ้น 152% ภายในปี 2575 สะท้อนศักยภาพการเติบโตในระยะยาว โดยกรุงเทพฯ ยังคงเป็นตลาดสำคัญของโครงการระดับลักซ์ชัวรีและอัลตราลักซ์ชัวรี ขณะที่ภูเก็ตได้รับแรงหนุนจากความต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อการพักผ่อนและการลงทุนจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
ความเคลื่อนไหวสำคัญในปี 2569 ได้แก่ โครงการ Upper House Branded Residences แห่งแรกของโลกในกรุงเทพฯ ซึ่งทำยอดขายรวมกว่า 10,000 ล้านบาท ภายใน 6 เดือนหลังเปิดขาย และมีบางยูนิตราคาสูงกว่า 850,000 บาทต่อตารางเมตร ขณะที่โครงการ InterContinental Residences Bangkok Asoke ซึ่งพัฒนาโดย CG Capital ร่วมกับ IHG Hotels & Resorts ยังคงได้รับความสนใจจากตลาดอย่างต่อเนื่อง
อีกหนึ่งโครงการที่สะท้อนการแข่งขันในตลาดระดับบน คือ โรสวูด เรสซิเดนเซส แบงค็อก พระราม 4 (Rosewood Residences Bangkok) ซึ่ง บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ โตเกียว ทาเทโมโนะ (Tokyo Tatemono Group) พัฒนาโครงการบนที่ดินเดิมของอาคารศรีเฟื่องฟุ้ง บน ถนนพระราม 4 ตรงข้ามสวนลุมพินี
โดยเป็นหนึ่งในพื้นที่สีเขียวสำคัญของกรุงเทพฯ มีจำนวนจำกัด 85 ยูนิต ในอาคารสูง 37 ชั้น ที่ดินขนาด 2-1-87 ไร่ ซึ่งมีรายงานว่าซื้อขายในปี 2567 ด้วยราคาสูงกว่า 3.5 ล้านบาทต่อตารางวา หรือมูลค่ารวมกว่า 3,500 ล้านบาท โดยซาวิลล์ ประเทศไทย ประเมินว่าราคาขายโครงการอาจสูงกว่า 550,000 บาทต่อตร.ม.
นายภัทรชัยกล่าวว่า การแข่งขันในตลาดแบรนด์เดด เรสซิเดนซ์ จะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงชื่อเสียงของแบรนด์ แต่ต้องให้ความสำคัญกับทำเล คุณภาพการออกแบบ ความเป็นส่วนตัว และมาตรฐานบริการด้วย โดยโครงการที่มีองค์ประกอบครบถ้วนมีโอกาสกำหนดราคาสูงกว่าคอนโดมิเนียมระดับหรูทั่วไป
ขณะเดียวกัน การกลับมาเปิดขายอีกครั้งของนิมิต ลุมพินี พาร์ค นอร์ธ (NIMIT Lumpini Park North) รวมถึงโครงการระดับลักซ์ชัวรีในย่านหลังสวนและสารสิน กำลังเพิ่มความเคลื่อนไหวให้ตลาดที่อยู่อาศัยระดับบน โดยเฉพาะพื้นที่ลุมพินีซึ่งมีข้อจำกัดด้านที่ดินและมีโครงการระดับหรูให้เลือกอย่างจำกัด
ซาวิลล์ ประเทศไทย ประเมินว่า ราคาขายคอนโดมิเนียมระดับ Ultimate Class ในทำเลศักยภาพสูงของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะย่านลุมพินี อาจขยับขึ้นสู่ระดับมากกว่า 1 ล้านบาทตอตร.ม. ในระยะอันใกล้ จากต้นทุนที่ดินระดับสูงและการพัฒนาโครงการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างไรก็ตาม การรักษาระดับราคาดังกล่าวในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับคุณภาพโครงการ ความต้องการซื้อจริง และกำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมาย
สำหรับระดับราคาของตลาดแบรนด์เดด เรสซิเดนซ์ ในไทย ปัจจุบันอุปทานส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มไฮเอนด์ ราคา 150,000-249,999 บาทต่อตร.ม. (อาทิ กลุ่มวินด์แฮม รามาดา) คิดเป็น 42% รองลงมาคือกลุ่มอัปสเกล ราคา 100,000-149,999 บาทต่อตร.ม. สัดส่วน 23% ขณะที่โครงการแบรนด์เดด เรสซิเดนซ์ โดยเฉลี่ยสามารถกำหนดราคาสูงกว่าอสังหาริมทรัพย์ระดับหรูที่ไม่มีแบรนด์ประมาณ 31% สะท้อนมูลค่าเพิ่มจากชื่อเสียงแบรนด์ มาตรฐานบริการ และประสบการณ์การอยู่อาศัยที่แตกต่างกัน