“เอกนิติ” รองนายกฯ และ รมว.คลัง เดินหน้าปลดล็อกการเข้าถึงสินเชื่อบ้าน ใช้กลไกธนาคารรัฐหนุนดอกเบี้ยต่ำ พร้อมหารือ ธปท. หาทางลดข้อจำกัดการปล่อยกู้ผ่านกลไกค้ำประกัน ขณะที่ 3 สมาคมอสังหาฯ เสนอเพิ่มเพดานลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยบ้านจาก 1 แสนบาทเป็น 2 แสนบาท พร้อมผลักดันปรับภาษีที่ดินตามการใช้ประโยชน์จริง รวมถึงเสนอขยายวงเงิน “บ้านคนละหลังพลัส” จาก 5 หมื่นล้านบาทเป็น 1 แสนล้านบาท

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 50 ว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเชื่อมโยงกับธุรกิจหลากหลาย ทั้งแรงงาน วัสดุก่อสร้าง ปูนซีเมนต์ เหล็ก เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัยจึงไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต แต่ยังสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลง ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ผลักดันต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพให้สูงขึ้น รวมถึงปัญหาสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติ ภาคอสังหาริมทรัพย์จึงต้องปรับตัว โดยเฉพาะการพัฒนาที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและพลังงานสะอาด ควบคู่กับการสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น

เร่งแก้ปัญหาปฏิเสธสินเชื่อ เพิ่มโอกาสคนมีบ้าน

นายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยใช้กลไกธนาคารของรัฐสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ อาทิ โครงการสินเชื่อบ้านที่ช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยและผู้ที่ต้องการมีบ้านเป็นของตนเองสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น

ขณะเดียวกัน ปัญหาการปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคาร หรือรีเจกต์เรต (Reject Rate) เป็นข้อจำกัดสำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากแม้ผู้บริโภคต้องการซื้อบ้าน แต่หากไม่สามารถผ่านเกณฑ์สินเชื่อ ก็ไม่สามารถตัดสินใจโอนได้ ส่งผลต่อทั้งกำลังซื้อและยอดขายของผู้ประกอบการ

รัฐบาลจึงหารือกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อหาแนวทางสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อ โดยใช้กลไกค้ำประกันจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ช่วยลดความเสี่ยงให้สถาบันการเงิน และเพิ่มความมั่นใจในการปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการและผู้ที่มีข้อจำกัดด้านเครดิต

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ SME Credit Boost ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและธนาคารพาณิชย์ เพื่อช่วยเสริมกลไกการค้ำประกันและสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อให้ภาคธุรกิจ

3 สมาคมอสังหาฯ ชงคลังเพิ่มลดหย่อนดอกเบี้ยบ้าน 2 แสนบาท

นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ได้ยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการสนับสนุนตลาดที่อยู่อาศัยเพิ่มเติม โดยมี 2 ข้อเสนอหลัก ได้แก่ การเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน จากปัจจุบันไม่เกิน 100,000 บาท เป็น 200,000 บาท และการปรับการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์จริง

สำหรับมาตรการเพิ่มลดหย่อนดอกเบี้ยบ้าน เสนอให้ครอบคลุมการซื้อบ้านใหม่ที่มีการโอนตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2569 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2570 โดยอยู่ระหว่างการเสนอให้ภาครัฐพิจารณารายละเอียดและระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งหากดำเนินการได้จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

“ยกตัวอย่างเช่น กรณีผู้ซื้อบ้านราคา 7 ล้านบาท ซึ่งมีรายได้ประมาณ 100,000 บาทต่อเดือน หรือ 1.2 ล้านบาทต่อปี โดยอยู่ในฐานภาษี 25% หากสามารถนำดอกเบี้ยไปลดหย่อนภาษีได้เพิ่มขึ้นอีก 200,000 บาท จะช่วยประหยัดภาษีได้สูงสุดประมาณ 50,000 บาทต่อปี”

นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวและว่าแม้การเพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษีจะไม่ได้ช่วยลดราคาบ้านโดยตรง แต่ช่วยเพิ่มเงินเหลือในกระเป๋าประชาชน และสร้างแรงจูงใจทางจิตวิทยาให้ผู้ที่มีความพร้อมตัดสินใจซื้อบ้านเร็วขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อบ้านใหม่ที่มีรายได้ระดับปานกลางถึงสูง ซึ่งอาจได้รับประโยชน์จากวงเงินลดหย่อนที่เพิ่มขึ้นมากกว่ามาตรการเดิม

จี้แก้ภาษีที่ดินให้ตรงการใช้ประโยชน์

อีกข้อเสนอคือการปรับประเภทการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ตรงกับการใช้ประโยชน์จริง โดยปัจจุบันมีการจำแนกประเภทการใช้ประโยชน์ เช่น เกษตรกรรม อุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัย และประเภทอื่น ๆ ซึ่งสมาคมเห็นว่าบางกรณีอาคารที่มีวัตถุประสงค์เพื่ออยู่อาศัยกลับถูกจัดเก็บภาษีในประเภทอื่น ทำให้มีภาระภาษีสูงกว่าที่ควร

จึงเสนอให้พิจารณาจัดเก็บภาษีตามลักษณะการใช้ประโยชน์จริง หากเป็นที่อยู่อาศัยก็ควรจัดเก็บในประเภทที่อยู่อาศัย ส่วนอาคารพาณิชย์ ห้างค้าปลีก หรือพื้นที่ที่ใช้ประกอบธุรกิจก็ควรเสียภาษีตามประเภทพาณิชยกรรม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและลดต้นทุนแก่ผู้ประกอบการที่พัฒนาโครงการเพื่อการอยู่อาศัย

“เหตุผลที่สมาคมเลือกเสนอ 2 มาตรการหลักในครั้งนี้ เนื่องจากต้องการให้ความสำคัญกับมาตรการที่สามารถต่อยอดจากนโยบายเดิมและสร้างผลต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเพิ่มแรงจูงใจซื้อบ้านใหม่และการขยายโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ”

นายสุนทรกล่าวและว่า นอกจากนี้ 3 สมาคมฯ ยังเสนอแนวคิดการจัดเก็บภาษีลาภลอย หรือ Betterment Tax จากเจ้าของที่ดินที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ เช่น รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง หรือการเปลี่ยนผังเมืองที่ทำให้มูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้น โดยเสนอให้พิจารณาจัดเก็บภาษีเมื่อมีการขายที่ดินและเกิดกำไร เพื่อนำรายได้กลับมาสนับสนุนการลงทุนสาธารณูปโภคและโครงการขนาดใหญ่ของประเทศ รวมถึงการป้องกันน้ำท่วม

ชี้รีเจกต์เรตพุ่ง 44% เร่งขยาย “บ้านคนละหลังพลัส”

นายสุนทร กล่าวอีกว่าปัญหาสำคัญของตลาดในปัจจุบันคือการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือ รีเจคเรท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากประมาณ 40.1% ในปี 2568 มาอยู่ที่ 44% ในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2569 หมายความว่า ผู้ยื่นขอสินเชื่อ 100 ราย มีเพียง 56 รายที่ได้รับอนุมัติ ขณะที่อีก 44 รายไม่ผ่านการพิจารณา

“3 สมาคมอสังหาฯ จึงสนับสนุนมาตรการสินเชื่อบ้านคนละหลังพลัสของภาครัฐ แต่ทั้งนี้มองว่าวงเงิน 50,000 ล้านบาท อาจยังไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความต้องการสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งระบบ จึงเสนอให้ขยายวงเงินเป็น 100,000 ล้านบาท พร้อมขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ให้เข้าร่วมโครงการมากขึ้น เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ซื้อบ้านที่ได้รับสินเชื่อและช่วยลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อในระยะต่อไป

หนุนโซลาร์ภาคประชาชน สร้างความมั่นคงพลังงาน

ขณะเดียวกัน สมาคมสนับสนุนทิศทางของรัฐบาลในการผลักดัน Green Finance และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสีเขียว หรือ Green Mortgage รวมถึงการสนับสนุนโครงการพลังงานสะอาดและการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคประชาชน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือนในระยะยาว

ทั้งนี้ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ได้จัดงาน ‘มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 50:ครบที่สุด ทุกที่ ทุกทำเล ทุกราคากว่า 1,000 โครงการ’ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ Hall 8 ชั้น LG ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.-1 พ.ย. 2569

โดยจัดงานภายใต้แนวคิด “The Future of Sustainable Living” ยกระดับสู่ Green Expo เชื่อมผู้ประกอบการ สถาบันการเงิน และนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัย เข้ากับผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองมากกว่าราคาและทำเล โดยรวบรวมกว่า 1,000 โครงการทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกระดับราคาและทุกทำเล พร้อมพร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ฟรีค่าโอน เฟอร์นิเจอร์ พร้อมตั้งเป้ายอดขายงานนี้ 10,000 ล้านบาาท

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน