กระทรวงพาณิชย์ หารือ 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย เร่งกำหนด 4 แนวทางรับมือการแข่งขันทางการค้า ทั้งเพิ่มประสิทธิภาพ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) ป้องกันการหลบเลี่ยงมาตรการผ่านสินค้าสำเร็จรูป ส่งเสริมใช้เศษเหล็กเป็นวัตถุดิบในประเทศ หลังอัตราใช้กำลังการผลิตครึ่งแรกปี 2569 ขยับขึ้น 34% แต่ยังเผชิญแรงกดดันจากเหล็กนำเข้า

วันที่ 30 ต.ค. 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับผู้แทน 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ณ ห้องกิติยากรฯ กระทรวงพาณิชย์ ว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมเหล็กไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมพื้นฐานสำคัญของประเทศ โดยพร้อมประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อรับฟังสถานการณ์ ปัญหา และข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการ

พร้อมร่วมกันกำหนดแนวทางรับมือความท้าทายทางการค้า และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขันที่เป็นธรรม ซึ่งการหารือครั้งนี้มีนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เข้าร่วมด้วย โดยฝ่ายเอกชนนำโดยนายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมผู้แทน 10 สมาคมอุตสาหกรรมเหล็กไทย ซึ่งมีบริษัทสมาชิกมากกว่า 510 บริษัท และมีการจ้างงานโดยตรงกว่า 51,000 ตำแหน่ง

ทั้งนี้ที่ประชุมได้รับทราบข้อมูลภาพรวมอุตสาหกรรมเหล็กไทยซึ่งเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 34 จากร้อยละ 31 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นทางการค้าที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

โดยเฉพาะการนำเข้าเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูป ในช่วงเดือนม.ค. – ส.ค. 2569 มีปริมาณนำเข้ารวม 798,584 ตัน กระทรวงพาณิชย์จึงให้ความสำคัญ กับการรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาแนวทางดูแลผู้ประกอบการไทยอย่างเหมาะสม ภายใต้หลักการแข่งขันที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ

“กระทรวงพาณิชย์พร้อมทำงานเคียงข้างผู้ประกอบการ เพื่อเสริมสร้าง ขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กไทย โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการดูแลผู้ผลิตในประเทศ การรักษาการแข่งขันที่เป็นธรรม และการสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว”

ปลัดพูนพงษ์ฯ กล่าวและว่าจากการหารือร่วมกันในครั้งนี้ ได้กำหนดประเด็นสำคัญที่จะนำไปพิจารณาและขับเคลื่อนต่อใน 4 ด้าน ได้แก่

1. เพิ่มประสิทธิภาพมาตรการทางการค้า โดยมุ่งปรับปรุงกลไกป้องกันการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้ การทุ่มตลาดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับรูปแบบการค้าที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลง อย่างต่อเนื่อง

2. ป้องกันการหลบเลี่ยงมาตรการผ่านสินค้าสำเร็จรูป โดยจะร่วมกับภาคเอกชนพิจารณาแนวทางและขอบเขตสินค้าที่เหมาะสม เพื่อให้การบังคับใช้มาตรการสามารถตอบโจทย์สถานการณ์ทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิผลและมีความครอบคลุมมากขึ้น

3. พิจารณาแนวทางบริหารจัดการการนำเข้าเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูป โดยให้ความสำคัญกับ การรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งผู้ผลิต ผู้ใช้ และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ การพิจารณามาตรการเป็นไปอย่างรอบด้าน บนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน คำนึงถึงการแข่งขันที่เป็นธรรมและพันธกรณีระหว่างประเทศ และ

4. ส่งเสริมการบริหารจัดการเศษเหล็กเพื่อเป็นวัตถุดิบในประเทศ โดยหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตและผู้ส่งออก เพื่อสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมีวัตถุดิบเพียงพอต่อความต้องการ พร้อมพิจารณามาตรการที่เหมาะสมภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง”

ปลัดพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่าการหารือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กไทย โดยกระทรวงพาณิชย์พร้อมนำข้อเสนอของผู้ประกอบการไปพิจารณาและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันแนวทางสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

ทั้งการเสริมสร้างการแข่งขัน ที่เป็นธรรม การส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ และการรักษาฐานการผลิตและการจ้างงาน เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และวางรากฐานให้อุตสาหกรรมเหล็กไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน