หอการค้าไทย ชี้ท่องเที่ยวยังเป็นเครื่องยนต์หลักเศรษฐกิจไทย แต่ห่วงความสามารถในการแข่งขันลดลง คาดปี 2569 ต่างชาติเที่ยวไทยเหลือ 31.5 ล้านคน ก่อนฟื้น 34 ล้านคนในปี 2570 หวั่นเวียดนาม-ญี่ปุ่น-จีน-เกาหลีใต้ดึงนักท่องเที่ยวมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการ 59.1% มองไทยเสียเปรียบคู่แข่งเอเชีย แนะรัฐ-เอกชนเร่งแก้ปัญหาเที่ยวบิน ค่าใช้จ่าย ความปลอดภัย และความคุ้มค่า
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ทั้งในปี 2569 และปี 2570 แต่สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่าความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญความท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับประเทศคู่แข่งในเอเชีย
แม้เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีโอกาสขยายตัวประมาณ 2.2-2.5% โดยระดับ 2.5% มีความเป็นไปได้สูง จากแรงสนับสนุนของการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI และ Data Center การส่งออก และมาตรการภาครัฐ แต่ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญกลับยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ตามเป้าหมายเดิม
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินว่า ปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 31.5 ล้านคน ลดลง 4.5% จากปีก่อนที่มีเกือบ 33 ล้านคน และต่ำกว่าระดับ 32-34 ล้านคนที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยสาเหตุสำคัญมาจากสงครามในตะวันออกกลางที่ผลักดันต้นทุนพลังงานและค่าโดยสารเครื่องบินให้สูงขึ้น รวมถึงปัญหาความสามารถในการแข่งขันของไทยเอง
อย่างไรก็ตาม คาดว่าปี 2570 นักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาขยายตัว 7.9% อยู่ที่ประมาณ 34 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.5 ล้านคน และสร้างรายได้ประมาณ 1.632 ล้านล้านบาท แต่การฟื้นตัวดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอน โดยประเมินกรณีเลวร้ายอาจมีนักท่องเที่ยวเพียง 32.57 ล้านคน ขณะที่กรณีดีที่สุดอาจเพิ่มเป็น 35.44 ล้านคน
“ปีหน้าเรายังเชื่อว่าการท่องเที่ยวจะกลับมาฟื้นตัวได้ แต่การจะไปถึง 34 ล้านคนก็ยังมีความเสี่ยง เพราะวันนี้ไทยไม่ได้แข่งขันกับประเทศอื่นได้อย่างโดดเด่นเหมือนในอดีต” นายธนวรรธน์กล่าว
ห่วงเวียดนามแย่งตลาดท่องเที่ยวไทย
นายธนวรรธน์กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลคือผลสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่ประเมินว่าไทยกำลังเสียเปรียบประเทศคู่แข่ง แม้จะมีการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของตนเองเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง 3 ปีก่อน แต่ประเทศอื่นกลับพัฒนาได้รวดเร็วกว่า
โดยเฉพาะเวียดนามที่กำลังเป็นคู่แข่งสำคัญ เนื่องจากมีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ต้นทุนการเดินทางและค่าใช้จ่ายที่นักท่องเที่ยวมองว่าคุ้มค่ากว่า รวมถึงการเพิ่มเที่ยวบินตรงเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากตลาดต่างประเทศ
ในอดีตประเทศไทยเคยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 40 ล้านคน ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 แต่ปัจจุบันการกลับไปสู่ระดับดังกล่าวอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากภาวะเศรษฐกิจโลกเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถในการดึงดูดนักท่องเที่ยวของไทย
นอกจากนี้ ไทยยังต้องแข่งขันกับญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ซึ่งมีแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ขณะที่จุดแข็งของไทยด้านการบริการและอัธยาศัยไมตรียังไม่เพียงพอที่จะชดเชยข้อจำกัดด้านเที่ยวบิน ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา และภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย
“สิ่งที่ต้องกลับมาดูคือ ทำไมประเทศคู่แข่งจึงสามารถดึงนักท่องเที่ยวไปได้มากขึ้น ทั้งที่ไทยยังมีทรัพยากรท่องเที่ยวและการบริการที่ดี เรื่องนี้รัฐบาลและภาคธุรกิจต้องร่วมกันหาคำตอบ” นายธนวรรธน์กล่าว
นางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลสำรวจผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั่วประเทศจำนวน 368 ราย พบว่า 52.2% มองว่าความสามารถในการแข่งขันของไทยดีขึ้นเมื่อเทียบกับ 3 ปีก่อน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในเอเชีย กลับมีถึง 59.1% ที่มองว่าไทยยังด้อยกว่า
เมื่อพิจารณาสาเหตุที่นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง พบว่า 48.1% มองว่าเกิดจากปัจจัยภายนอกที่ไทยไม่สามารถควบคุมได้ เช่น สงคราม ขณะที่ 25.3% มองว่าเป็นข้อจำกัดภายในประเทศ ทั้งเที่ยวบิน วีซ่า ด่านชายแดน และความปลอดภัย อีก 21.7% ระบุว่านักท่องเที่ยวหันไปเลือกประเทศคู่แข่ง รวมเป็น 47% ที่สะท้อนปัญหาด้านการแข่งขันและข้อจำกัดที่ไทยสามารถปรับปรุงได้
สำหรับการเปรียบเทียบแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวกับประเทศคู่แข่ง ผู้ประกอบการมองว่าไทยยังเหนือกว่าเวียดนาม โดยมีคะแนนสุทธิบวก 11.2 จุดเปอร์เซ็นต์ แต่ด้อยกว่ามาเลเซีย 17.3 จุด อินโดนีเซีย 18.6 จุด สิงคโปร์ 51.7 จุด เกาหลีใต้ 56.1 จุด จีน 58.3 จุด และญี่ปุ่น 78 จุดเปอร์เซ็นต์