กมธ.ร่วม ถก ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด เห็นชอบ 6 ประเด็น เร่งให้เสร็จทันสมัยประชุมนี้ หวังบังคับใช้ทันฤดูฝุ่น PM2.5 ย้ำไม่เร่งจนกฎหมายไร้ประสิทธิภาพ-ไม่ใช้ความรอบคอบเป็นข้ออ้างให้ล่าช้า

เมื่อวันที่ 3 พ.ย.2569 ที่รัฐสภา นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ… พร้อมด้วยนายพละวัต ตันศิริ สว. ในฐานะโฆษกกมธ. แถลงความคืบหน้าการพิจารณา

นางการดี กล่าวว่า ที่ประชุมได้พูดคุยบนกรอบที่ตรงกัน คือ เน้นเรื่องที่จะนำไปปรับใช้ในกฎหมายฉบับนี้ได้จริง ไม่ว่าการลดความซับซ้อน ความเชื่อมโยงกับกฎหมายอื่น ความทับซ้อนของผู้ที่กำกับ รวมถึงให้มั่นใจการควบคุมการเกิดมลพิษ ไม่ใช่เฉพาะปลายทาง แต่รวมถึงต้นทางด้วย

โครงสร้างการกำกับกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งต้องสร้างความสมดุล เช่น กรณีเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการกำกับ ซึ่งการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางเป็นสิ่งที่ดี แต่เราใช้วิธีการสมดุลของโครงสร้าง เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้เป็นไปอย่างถูกต้องและยุติธรรมกับทุกฝ่าย

โดยกมธ.ร่วมจะพยายามพิจารณาให้เสร็จอย่างรอบคอบ และเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรภายในสมัยประชุมนี้ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันต่อฤดูฝุ่น เพราะหากเลยไปสมัยประชุมหน้า ในช่วงเดือนมี.ค. ก็จะไม่ทันกับสถานการณ์ฝุ่นพีเอ็ม 2.5

“ยืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ กมธ.ร่วม นับถอยหลังเพื่อให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้ได้เร็วที่สุด เพราะเรารู้ดีว่าฤดูฝุ่นใกล้เข้ามาถึงแล้ว จึงอยากให้ความมั่นใจว่า เราไม่ได้เร่งรีบจนกระทั่งกฎหมายนี้ใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันพวกเราไม่ได้ใช้ความรอบคอบ มาเป็นข้ออ้างในความล่าช้าของกฎหมายนี้”นางการดี กล่าว

ด้านนายพละวัต กล่าวว่า ประเด็นที่หารือกันทั้งหมด 15 ประเด็น โดย 6 ประเด็น ที่มีข้อสรุปร่วมกันแล้ว ได้แก่ 1.การขยายการบังคับใช้ หมวดกองทุนอากาศสะอาด หลังหนึ่งปี จากที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ประกาศใช้ เพื่อจะให้กองทุนนี้ เตรียมรายละเอียดต่างๆได้ และผ่าน พ.ร.บ.กองทุนหมุนเวียน ซึ่งเป็นประโยชน์กับการใช้กองทุน

2.การปรับปรุงนิยามของกลุ่มเปราะบาง โดยมีการปรับแก้ ให้เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น กลางแจ้งคือผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ที่มีโอกาสรับและสัมผัสมลพิษทางอากาศอย่างต่อเนื่อง เป้าเพื่อให้การคุ้มครองกลุ่มเป้าหมายมีความชัดเจนมากขึ้น งบประมาณเท่าที่และเป็นภาระต่องบประมาณเท่าที่จำเป็น

3.ยกเลิกข้อบังคับให้เกษตรกร มลพิษติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษ ซึ่งการยกเลิกข้อนี้เป็นประโยชน์ ในทางปฏิบัติกับเกษตรกร

4.การป้องกันจัดเก็บค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน

5. การแต่งตั้งเจ้าพนักงานอากาศสะอาด ให้เป็นพนักงานโดยอัตโนมัติ โดยที่ประชุมให้เป็นอำนาจของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ต้องมีส่วนในการดำเนินการ

6. การจัดการยานพาหนะสิ้นสภาพ เป็นการกำหนดอายุการใช้งานของรถยนต์หรือยานพาหนะ แต่จากการรับฟังแล้ว กรมการขนส่งทางบก มองว่ายังอยู่ในขอบข่ายอำนาจที่ชัดเจนและคณะกรรมาธิการมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องมุ่งเรื่องการปล่อยมลพิษ มากกว่าการกำหนดอายุของตัวรถ

นายพละวัต กล่าวว่า อีก 9 ประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะยังมีความเห็นต่างกัน คือ 1.เรื่องสัดส่วนภาคธุรกิจในคณะกรรมการ 6 ชุด ซึ่งเห็นว่า กรรมการชุดตรวจสอบและ รวมถึงกรรมการกองทุน ไม่ควรจะมีภาคเอกชน เข้าไปมีส่วนร่วมเพราะอาจมีการขัดกันของผลประโยชน์

2.เรื่องบทลงโทษทางอาญา ทาง สว. เสนอปรับโทษ ทางอาญาจาก 50 ล้านบาท กับ100 ล้านบาท ลดลงมาเป็น 5 ล้านบาท กับ 10 ล้านบาท ซึ่งประเด็นนี้ มีการถกเถียงอย่างกว้างขวาง ว่าจะมีผลกระทบ สูงต่อการลงทุนจากต่างประเทศหรือไม่ เพราะมีอัตราโทษสูงเกินกว่าขอบเขตประเทศในอาเซียน

แต่ที่ประชุมก็มีข้อท้วงติงว่าหากโทษเบาเกินไป ก็จะเกิดการละเมิด และไม่เกรงกลัวต่อโทษ ซึ่งในประเด็นนี้ได้ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปร่าง ข้อความเพิ่มเติม ซึ่งอาจจะไม่เป็นไปตามที่ สว.เสนอ หรือ จะเป็นอัตราโทษ ตามที่ฝั่ง สส. เสนอ หรือต้องเพิ่มข้อความอะไรขึ้นมา จึงต้องรอการพิจารณา

3.ยกเลิกระบบทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Register หรือ PRTR) ซึ่งข้อความที่ใช้ คือ ข้อมูลการระบาย ซึ่งข้อความที่มีอยู่ในกฎหมายการควบคุมโรงงานหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว

4.ประธานคณะกรรมการระดับจังหวัด มีข้อเห็นแย้งไม่ตรงกันว่าจะเป็นผู้ว่าฯ หรือนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) จากการหารือพบว่ามีข้อดีและข้อเสียทั้งสองแบบ จึงเห็นควรว่าจะต้องมีการโหวตในการประชุมครั้งต่อไป วันนี้วันสุดท้ายในร่างพ.ร.บฉบับนี้จะออกมาเป็นอย่างไร

5.การตรวจสอบโครงการก่อมลพิษ ซึ่งในร่างของสส. มีกลไกนี้เพิ่มเติมเข้ามาอีกชั้นหนึ่งในระดับจังหวัด แต่ที่ประชุมมองว่ามีกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว ทั้งการทำ EIA หรือ EHIA รวมทั้งการมีส่วนร่วมของประชาชน หรือ การรับฟังความคิดเห็นของกรมโรงงาน เพื่อลดความซ้ำซ้อนจึงให้ใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังปรับข้อความ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ กมธ.

6.กลไกการจัดการมลพิษข้ามแดน เรื่องนี้ความเห็นมีความเห็นต่างในข้อความของกระทรวงการต่างประเทศ ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง แต่สุดท้ายได้ปรับแก้ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภาพกว้าง เพื่อไม่ให้กำหนดอำนาจหน้าที่ที่ซ้ำซ้อน กับกฎหมายและหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว

7.การคุ้มครองชั่วคราว โดยกรรมาธิการร่วมเห็นว่าให้มีการกำหนดสิทธิการคุ้มครองชั่วคราวต่างๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ที่อาจจะไม่เหมือนกับ พ.ร.บ. ฉบับอื่นๆ 8.ความรับผิดของสถาบันการเงิน ที่ประชุมเห็นว่าผู้ที่กระทำความผิดต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และเห็นควรให้ตัดหลักเกณฑ์การประเมินในปล่อยสินเชื่อให้กับเกษตรกรหรือเอสเอ็มอีรายย่อย เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อยากเกินไป

และ 9.ระบบการยกเลิกระบบฝากไว้ได้คืน รีไซเคิลว่ามีกฎหมายอื่นที่ชัดเจนกว่าเช่น กฎหมายที่เกี่ยวกับการรีไซเคิล ซึ่งทั้ง 9 ข้อนี้น่าจะสรุปทั้งหมดได้ และตั้งใจว่าจะทันในสมัยประชุมนี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน