นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิศษภาคตะวันออก (กบอ.) วันที่ 3 ส.ค.นี้ เตรียมพิจารณาวาระสำคัญก่อนเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในวันที่ 10 ส.ค.นี้
ทั้งนี้ ประกอบด้วย กรอบแผนการใช้งานพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ตามกฎหมาย แบ่งเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาเมือง การพัฒนาเขตเศรษฐกิจเพื่อการลงทุน และเขตเพื่อการวิจัยและพัฒนา ซึ่งกำหนดต้องแล้วเสร็จภายใน 1 ปี ดังนั้นในที่ประชุมจะพิจารณาแผนดังกล่าวให้มีความเหมาะสมและชัดเจน เพื่อเสนอ กพอ. พิจารณาเห็นชอบก่อนหารือกับกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย จัดทำแผนเมืองอีอีซีฉบับสมบูรณ์ ก่อนประกาศใช้อย่างเป็นทางการต่อไป ซึ่งภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศก็กำลังติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน
ในส่วนของการเปิดประมูลโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา) ยังเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ โดยหลังจากเปิดทีโออาร์แล้วจะเปิดประมูลในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน (พีพีพี) ภายในปีนี้ ขณะเดียวกันจะพิจารณาความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือ 2 แห่ง คือ มาบตาพุด เฟส 3 และแหลมฉบัง เฟส 3 มั่นใจว่าไตรมาส 1/2562 จะเปิดประมูลรูปแบบพีพีพีได้
นอกจากนี้ จะพิจารณาความคืบหน้าศูนย์ซ่อมและบำรุงอากาศยาน (เอ็มอาร์โอ) ที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กำลังจัดเตรียมรายละเอียดร่วมทุนกับบริษัท แอร์บัส ของประเทศฝรั่งเศสในรูปแบบพีพีพีเช่นกัน และในการประชุม กบอ. ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะรายงานยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่อีอีซีให้ทราบถึงรายละเอียดของโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาล
นายอุตตม กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา ได้เชิญนายพิเชษฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มาหารือถึงแนวทางการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรรมเพื่อบ่มเพาะสตาร์ตอัพในธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง โดยจะจัดตั้งในพื้นที่อีอีซีบริเวณเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (อีอีซีดี) ในอ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งกระทรวงดีอีเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบจะมีงบประมาณในการพัฒนา คาดว่าจะจัดทำแผนความร่วมมือดำเนินการระหว่างสองกระทรวงแล้วเสร็จเพื่อเสนอให้ที่ประชุมกพอ. พิจารณาภายในเดือนก.ย.นี้ และจะสามารถเปิดตัวศูนย์ได้ภายในเดือนพ.ย. 2561
“ศูนย์นวัตกรรมเพื่อบ่มเพาะสตาร์ตอัพ จะมีญี่ปุ่นและฮ่องกงเข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยงในการให้คำแนะนำ เป็นที่ปรึกษาและช่วยเหลือสตาร์ตอัพของไทย เช่น ญี่ปุ่นตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางให้สตาร์ตอัพของญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทย ขณะที่ฮ่องกงมีไซเบอร์ พอร์ต ลักษณะกองทุนที่มีระบบบริหารจัดการดูแลสตาร์ตอัพ เข้ามาพัฒนาสตาร์ตอัพไทยด้วย”นายอุตตม กล่าว
