‘สมคิด’ ควง ‘อุตตม’ เคาะแพ็กเกจของขวัญเสริมแกร่งเอสเอ็มอีเข้าครม. อุ้มธุรกิจล้มแล้วลุก

‘สมคิด’ ควง ‘อุตตม’ เคาะแพ็กเกจของขวัญ

‘สมคิด’ ควง ‘อุตตม’ เคาะแพ็กเกจของขวัญเสริมแกร่งเอสเอ็มอีเข้าครม. อุ้มธุรกิจล้มแล้วลุก และรักษาธุรกิจเดิม 1,800 ล้านบาท

‘สมคิด’ ควง ‘อุตตม’ เคาะแพ็กเกจของขวัญ – นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมกับนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เพื่อเร่งรัดธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ จัดทำข้อสรุปมาตรการความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ว่า ที่ประชุมพิจารณามาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจที่สะดุดแต่ยังไปต่อได้ ซึ่งจะมีการเติมเงินทุนส่วนหนึ่งไปเริ่มต้นธุรกิจใหม่ กับกลุ่มร้านค้าส่งค้าปลีก ร้านโชห่วยเล็กๆ ร้านธงฟ้าในชุมชน ร้านสินค้าเกษตรที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนจำนวนหนึ่งเพื่อสั่งซื้อสินค้าเข้าร้านในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเตรียมนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบให้มีผลทันก่อนสิ้นปีนี้ เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลถึงพี่น้องผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ เป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนที่สำคัญ

ด้านนายอุตตม กล่าวว่า ทั้ง 2 มาตรการเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายเสริมแกร่งเอสเอ็มอีของกระทรวงฯ เรื่องกองทุนฟื้นฟูเอสเอ็มอีวงเงิน 1,800 ล้านบาทนั้น เป็นการยุบรวม 2 กองทุนที่เหลือจาก สสว. นำมาปรับให้เกิดความเหมาะสมและคล่องตัว โดยมอบให้ ธพว. ซึ่งมีสาขาทุกจังหวัดทั่วประเทศเป็นผู้ดำเนินการ ควบคู่กับการเสริมความรู้ทางการเงินที่ ช่วยเหลือทางการตลาดให้ขายสินค้าได้ ปรับปรุงกิจการโดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเรื่องที่จำเป็น

โดยในส่วนสินเชื่อพิเศษช่วยเหลือปรับเปลี่ยนยกระดับวิธีการขายช่วยผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกร้านโชห่วยเล็กๆ ในชุมชนที่มีนับแสนรายให้ขายสินค้าหลากหลายจำเป็นกับชุมชน โดยเติมสภาพคล่องในการสั่งซื้อสินค้าเตรียมพร้อมจำหน่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่และตรุษจีนที่จะถึง แต่ละร้านค้าใช้วงเงินไม่มากประมาณ 200,000-300,000 บาท ก่อให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในชุมชนได้ 5-7 รอบ ซึ่งถ้ารวมทุกแห่งถือเป็นการสร้างมูลค่าเศรษฐกิจของประเทศได้มหาศาล

“หลักใหญ่คือต้องช่วยเอสเอ็มอี “ล้มแล้วลุก” อีกครั้งให้ได้ เงินทุนที่ช่วยเหลือแต่ละรายต้องไม่มีดอกเบี้ยให้เป็นภาระแก่ผู้ประกอบการ ระยะเวลาผ่อนก็ต้องยาวนานพอที่กิจการจะฟื้นตัว แม้วงเงินต่อรายอาจไม่มาก แต่เพื่อให้กระจายความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการมากที่สุด ถ้ากิจการเริ่มเข้มแข็งแล้ว จะให้ ธพว.สนับสนุนสินเชื่ออื่นเพิ่มเติมให้อีกต่างหาก ใครที่ใจยังสู้ พร้อมจะลุกขึ้นอีกครั้งเราจะช่วยเต็มที่ และเราไม่ได้ช่วยแค่เฉพาะช่วงเริ่มต้นเท่านั้น แต่จะช่วยเสริมแกร่งให้ตลอดทางทั้งมาตรการช่วยเหลือที่ไม่ใช่เงินทุน”นายอุตตม กล่าว

ด้านนายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ เอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปขยายระยะเวลาโครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนออกไปจนถึงวันที่ 18 ธ.ค. 2562 จากที่กำลังจะหมดในวันที่ 18 ธ.ค. 2561 นี้ หรือจนกว่าจะหมดวงเงินสินเชื่อรวมโครงการที่เหลืออยู่ 35,000 ล้านบาท รวมทั้งให้ขยายกลุ่มธุรกิจเป้าหมายของสินเชื่อนี้จากกลุ่มเกษตรแปรรูป ธุรกิจท่องเที่ยว และมีนวัตกรรม โดยให้เพิ่มกลุ่มค้าส่งค้าปลีก ร้านโชห่วย ร้านค้าชุมชน ร้านธงฟ้า ผู้ประกอบการค้าสินค้าเกษตรเข้าไว้ด้วย ภายใต้ชื่อ “โครงการประชารัฐเสริมแกร่งการค้าสู่ชุมชน” เพื่อเสริมให้เก่งปรับเปลี่ยนยกระดับใช้เทคโนโลยีปักหมุดสู่สากลให้อยู่บนถนนดิจิทัล เพิ่มมูลค่า แปรรูป ขายเอง กำหนดราคาได้เอง

โดยวางเป้าหมายจะสนับสนุนผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเข้าถึงสินเชื่อนี้ได้ครบทุกตำบลทั่วประเทศ ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ในระดับชุมชนอย่างกว้างขวาง รวมถึง เชื่อมโยงกับระบบถุงเงินประชารัฐของกระทรวงการคลัง และโชห่วย-ไฮบริดของกระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนพัฒนาระบบรวมซื้อผ่านไปรษณีย์ไทยเพื่อลดต้นทุนของร้านโชห่วย อีกทั้ง ร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจต่างๆ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้บริหารสถานีบริการน้ำมัน ปตท. และสถาบันการเงินรัฐอื่นๆ เพื่อส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยอย่างครบวงจร เช่น อบรมความรู้ ขยายช่องทางตลาด จับคู่ธุรกิจและยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ธนาคารจะเสนอ ครม. พิจารณาตั้ง โครงการประชารัฐสร้างโอกาสคนตัวเล็ก ล้มแล้วลุก วงเงิน 1,800 ล้านบาท ซึ่งยุบรวมกองทุนฟื้นฟูเอสเอ็มอี และกองทุนพลิกฟื้นเอสเอ็มอี ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เข้ามาไว้ด้วยกัน โดยมอบหมายให้ธนาคารเป็นหน่วยร่วมทำหน้าที่บริหารกองทุนเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ติดกับดักทางการเงิน ซ่อมให้แกร่ง เช่น มีปัญหาเรื่องประวัติการชำระเงิน จึงไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ หรือมีปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง ขาดสภาพคล่อง เป็นต้น ให้ได้รับโอกาสเริ่มต้นประกอบอาชีพใหม่อีกครั้ง ซึ่งการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจะดูจากความสามารถในการชำระหนี้จากหนี้ที่ให้กู้ยืมใหม่เป็นหลัก

สำหรับโครงการประชารัฐสร้างโอกาสคนตัวเล็ก ล้มแล้วลุก วงเงินให้กู้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ระยะเวลาชำระเงินกู้ 7 ปี ไร้ดอกเบี้ย แบ่งเป็นให้เป็นทุนช่วยเหลือฉุกเฉิน 50,000 บาท และหากมีการชำระหนี้ที่ดีต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 6 เดือน จะเติมทุนให้อีก 50,000 บาท หลังจากนั้นเมื่อธุรกิจที่ทำมีผลประกอบการที่ดีเข้าสู่ระบบถูกต้อง และต้องการจะต่อยอดหรือขยายธุรกิจ สามารถมาใช้บริการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษของธนาคาร เพิ่มเงินทุนให้สูงสุดอีก 1 ล้านบาท คาดจะมีผู้ประกอบการที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 30,000 คน

บทความก่อนหน้านี้สหรัฐเตรียมถามทูตซาอุฯ เอี่ยวเทปเสียง‘พระเชษฐา’สั่งให้ฆ่า‘คาช็อกกี’
บทความถัดไปปิกอัพชำระแค้น! โดนมอเตอร์ไซค์ ปาดหน้า กระแทกคืนล้มกลิ้งคลุกฝุ่น