สัมภาษณ์ : เปิดวิสัยทัศน์ ธีรพงศ์ จันศิริ ‘ทียู’กับเป้าหมายใหม่ปี2568

สัมภาษณ์ เปิดวิสัยทัศน์ ธีรพงศ์ จันศิริ – อุตสาหกรรมอาหารทะเลยังมีความท้าทายในตลาดโลก เพราะปัจจุบันไม่ได้แข่งขันเฉพาะภายในอุตสาหกรรมอย่างเดียวแต่ต้องแข่งกับสินค้าอื่นๆ เพราะ ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น มีพฤติกรรมการอยู่การกินเปลี่ยนไป ซึ่งการกินไม่ได้กินเพื่อให้อิ่มอย่างเดียว เพราะกินแล้วอิ่มและอิ่มแล้วต้องสวยด้วย ต้องอายุยืนยาว สุขภาพดี

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือทียูเจ้าพ่ออาหารทะเลระดับโลก กล่าวว่า อุตสาหกรรมต่างๆ กำลังเปลี่ยนแปลง และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วภายใต้ความเสี่ยงจำนวนมาก อาทิ Brexit หรือการตัดสินใจของสหราชอาณาจักร ที่จะออกจากสหภาพยุโรป (อียู) อาจจะมีผลกระทบทั้งเศรษฐกิจ การค้าของโลก

ปัญหาการค้าโลก สงครามด้านการค้าระหว่างประเทศยักษ์ใหญ่ อย่างสหรัฐอเมริกา และจีน อัตราแลกเปลี่ยน เศรษฐกิจอิตาลียังไม่ชัดเจน สงครามในตะวันออกกลาง เป็นต้น

ทียู จึงกำหนดกลยุทธ์การทำธุรกิจใหม่ เป็นปี 2568 เพราะใกล้จะสิ้นสุดแผนปี 2020 หรือปี 2563 ที่เคยประกาศจะมีรายได้ประมาณ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเหลืออีก 2 ปี ขณะนี้มีรายได้ประมาณ 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าใกล้เคียง

นายธีรพงศ์กล่าวและว่า ในปี 2562 ทียูตั้งเป้ากำไรเติบโตประมาณ 5% มาจากสินค้าที่ได้จากศูนย์นวัตกรรมที่จะทยอยวางจำหน่าย เริ่มจากน้ำมันทูน่า จากโรงงานในเยอรมนี ที่เริ่มผลิตแล้ว ทูน่าในบรรจุภัณฑ์ใหม่ที่สหรัฐ

ส่วนแผนปี 2568 นอกจากปัจจัยเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยที่ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น บริษัทต้องปรับปรุงประสิทธิภาพให้ยิ่งกระฉับกระเฉง ปรับลด ตัดกระบวนการที่ไม่จำเป็นหรือสิ้นเปลืองออก สินค้าต้องมีคุณภาพ

โจทย์ของแผนปี 2568 คือโลกที่เปลี่ยนเป็นสังคมสูงวัย มากขึ้น สินค้าที่นำเสนอต้องตอบสนองกับโครงสร้างดังกล่าว อาหารชนิดเดียวไม่เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย อีกต่อไป ดังนั้นสินค้านวัตกรรมที่ทียู คิดค้นจะตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละกลุ่มคนให้มากขึ้น

ประธานทียู กล่าวถึงผลประกอบการปี 2561 คาดว่ามีรายได้ใกล้เคียงปีก่อนหน้าเป็นรายได้ที่ไม่ลดลง แต่ก็ไม่เติบโต เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้น อัตราแลกเปลี่ยนของไทยแข็งค่าขึ้นเกือบหลุด 30 บาท/ดอลลาร์ ถือว่าแข็งค่าขึ้นกว่า 10%

รายได้ 3 ไตรมาสแรกอยู่ที่ 34,174 ล้านบาท ลดลง 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา กำไรสุทธิ 1,310 ล้านบาท

รายได้ของทียู ส่วนใหญ่ 40% มาจากทูน่า 25% มาจากกุ้ง ที่เหลือเป็นสินค้าอื่นๆ เช่น แซลมอน ปลาซาร์ดีน แมคเคอเรล และกลุ่มอาหารพร้อมรับประทาน และส่วนใหญ่ยังเป็นรายได้จากต่างประเทศ

ส่วนตลาดจีนที่ทียูเข้าไปทำตลาดภายใต้แบรนด์คิงออสการ์ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งทำตลาดกุ้งล็อบสเตอร์ มียอดขายปีนี้ 25 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว

ด้านอินเดียลงทุนอาหารกุ้ง แต่เนื่องจากราคากุ้งตกต่ำทำให้ยังเห็นรายได้ไม่ชัด แต่อินเดียมีข้อดีที่สามารถส่งไปสหภาพยุโรป หรืออียู ภายใต้สิทธิพิเศษทางด้านภาษีหรือจีเอสพีได้ ทั้งหมดนี้จะเน้นการทำกำไรในปีหน้า

จากนี้ต่อไปการทำธุรกิจจะไม่มีวันชัดเจน ต้องทำธุรกิจในความเบลอๆ มุ่งหามาร์จิ้นให้มาก หรือทำกำไรให้มากขึ้น ในการขายสินค้านวัตกรรมให้ตรงกับความต้องการของคน

โดย : พัทธ์ธีรา วงษ์อัศวกรณ์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน