ผู้ประกอบการชี้กำลังซื้อยังกลับมาไม่ปกติ คาดเลือกตั้งเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจประมาณ 30,000-50,000 ล้านบาท
กำลังซื้อยังกลับมาไม่ปกติ – นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) ประจำเดือนไตรมาสที่ 4 ปี 2561 ว่า กลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค มองว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจด้านบวก คือ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่องช่วงปลายปีและเทศกาลปีใหม่ ส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน นโยบายและมาตรฐานสวัสดิการของรัฐ เช่น บัตรคนจน ช็อปช่วยชาติ นโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเอื้อต่อการประกอบธุรกิจ
ในขณะที่ ปัจจัยลบที่มีต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ คือ อัตราดอกเบี้ยนโยบายมีการปรับขึ้น ราคาสินค้าเกษตรยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงส่งผลต่อระดับรายได้ครัวเรือน ภาระหนี้สินของครัวเรือนและสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันทำให้ผู้บริโภคยังไม่มีการขยายตัว ส่งผลทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ Modern Trade ประจำไตรมาส 4 อยู่ที่ระดับ 52.1 ปรับตัวสูงขึ้นจากในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.7 ซึ่งถือว่าค่อนข้างดี

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังเห็นว่า ปัญหาด้านเศรษฐกิจยังเติบโตไม่ทั่วถึง กำลังซื้อที่ยังกลับมาไม่ปกติ สถานการณ์ต้นทุนของสินค้า รวมทั้งการขนส่งที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งยังต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา โดยให้เร่งกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชนและผู้บริโภค โดยเฉพาะการกระตุ้นการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค สร้างรายได้ที่สูงขึ้นให้กับเกษตรกร เร่งประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยว และปรับลดภาษีนำเข้ากลุ่มสินค้าที่นักท่องเที่ยวต้องการ การปรับลดอัตราภาษีสินค้าออนไลน์
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สำหรับการประกาศวันเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค. 2562 นั้น เชื่อว่าจะทำให้ต่างชาติมั่นใจว่าประเทศไทยดีขึ้นส่งผลให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศเชื่อมั่น ต่อการลงทุน และส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ให้กับตลาดทุน และการลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) นอกจากนี้ ในระหว่างนี้ที่จะมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการหาเสียงก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในประเทศเกิดความคึกคักจากกิจกรรมทางการเมือง คาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ ประมาณ 30,000-50,000 ล้านบาท และจะส่งผลกระตุ้นจีดีพี ของประเทศขยายตัวได้ประมาณ 0.2-0.3%
ส่วนกรณีที่กระทรวงการคลังจะใช้มาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 5% ให้กับประชาชนที่จับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยได้เตรียมเงินงบประมาณเพื่อคืนภาษีแวตไว้ 7,000 ล้านบาท โดยผ่านบัตรเดรบิตของธนาคารที่เข้าร่วมโครงการนี้ โดยจะต้องมีการลงทะเบียนไว้ก่อนนั้น เชื่อว่าแนวทางนี้จะเป็นการส่งเสริมกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศได้ แต่ขณะนี้ ยังขาดการประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานภาครัฐเพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังยังไม่รู้มากนัก จึงเป็นสิ่งที่กระทรวงการคลังจะต้องเร่งดำเนินการเป็นการเร่งด่วน และเชื่อว่า การคืนเงินภาษีแวตที่เตรียมไว้ 7,000 ล้านบาท จะสามารถพยุงเศรษฐกิจในประเทศการค้าปลีกที่ประชาชนจะจับจ่ายใช้สอยในช่วงตรุษจีน ที่ผ่านมาในช่วงเทศกาลตรุษจีนก็จะมีเงินสะพัดอยู่แล้ว 100,000 ล้านบาท และจากมาตรการเสริมของรัฐในช่วงเทศกาลตรุษจีนก็จะทำให้เม็ดเงินสะพัดเพิ่มเติมเพิ่มอีก 10,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากขึ้น ดังนั้นมหาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2562 จะขยายตัวในกรอบ 4-4.5% ภายใต้สมมุติฐานคือ ไม่ได้ปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก แต่ความเป็นไปได้ว่าโอกาสการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยน่าจะขยายตัว 4.2% แต่ยังต้องจับตาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนว่าจะคลี่คลายหรือไม่