คลังรับปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ทำเศรษฐกิจปี 2562 โตได้ 4% ส่วนปี 2561 ส่งออกไม่ได้ดั่งคาด กดจีดีพีโตต่ำกว่าเป้าหมายเหลือ 4.1%

คลังเคาะจีดีพีปี’62 โตได้ 4% – นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2561 จะขยายตัวได้ 4.1% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 4.5% เนื่องจากการส่งออกขยายตัวได้ 6.7% ต่ำกว่าประมาณเดิมว่าจะขยายตัวได้ 8% อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจปี 2561 ยังขยายตัวได้ต่อเนื่องจากปี 2560 ที่ขยายตัวได้ 3.9%

สำหรับเศรษฐกิจปี 2562 คาดว่าจะขยายตัวได้ 4% มีช่วงคาดการณ์ 3.5-4.5% โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกจะขยายตัว 4.5% ชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้า จากการชะลอตัวของประเทศคู่ค้า อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจปี 2562 จะมีแรงขับเคลื่อนมาจากการใช้จ่ายภาครัฐและเอกชนภายในประเทศเป็นหลัก การเร่งลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี) การลงทุนในโครงการเขตระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ทำให้การลงทุนภาคในประเทศมีความชัดเจนมากขึ้น

ขณะที่ความชัดเจนเรื่องการกำหนดวันเลือกตั้ง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นของภาคเอกชน และมีผลต่อการลงทุนของภาคเอกชนให้เติบโตได้กว่าปีก่อน รวมถึงแนวโน้มจากการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง มาตรการจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) จะยังเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ หลังจากภาคการส่งออกมีสัญญาณการเติบโตที่ชะลอตัวลงตามแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า 15 ประเทศของไทยที่ชะลอลงตามทิศทางเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ มองว่า การมีรัฐบาลใหม่จะมีผลในด้านจิตวิทยากับนักลงทุน ซึ่งจะเป็นผลดีกับการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่ง สศค. ให้ความสำคัญในส่วนนี้มากกว่าปริมาณเม็ดเงินจากการเลือกตั้งที่จะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจได้ในช่วงสั้นเท่านั้น

“เรามองว่านโยบายและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในส่วนต่างๆ จะยังเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีสะดุดจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ ทำให้จะมีอำนาจในการผลักดันนโยบายต่างๆ จนสามารถส่งต่อให้รัฐบาลใหม่ได้ในที่สุด” นายลวรณ กล่าว

สำหรับปัจจัยเรื่องปัญหาสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ นั้น สศค. ยังมองสอดคล้องกับกระทรวงพาณิชย์ว่า ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยมากนัก และหากสถานการณ์มีความยืดเยื้อเกิดขึ้น เราก็หวังว่าจะได้รับผลบวกจากเหตุการณ์ดังกล่าวในการย้ายฐานการผลิตมาที่ไทยมาขึ้น โดยในปี 2561 พบว่าภาคการส่งออกของไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ประมาณ 0.13-0.14% เท่านั้น คิดเป็นมูลค่าการค้า 200-300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าที่ได้รับผลกระทบหลักๆ คือ โซล่าเซลล์และเครื่องซักผ้า ซึ่งมีน้ำหนักกับภาคการส่งออกของไทยไม่มากนัก

นายลวรณ ยังกล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 คาดว่าจะเติบโตได้ไม่ดีเท่ากับช่วงครึ่งหลังของปี เนื่องจากฐานในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 ที่ขยายตัวได้ในระดับสูง โดยไตรมาส 1/2561 ขยายตัวได้ 4.9% และไตรมาส 2/2561 ขยายตัวได้ 4.6% ขณะที่ไตรมาส 4/2561 เศรษฐกิจขยายตัวได้ 3.3% ขณะที่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 ยังได้รับปัจจัยบวกจากจิตวิทยาของนักลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้น จากการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นอย่างเรียบร้อย

อย่างไรก็ดี ในปี 2562 ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด 4 ปัจจัยที่สำคัญได้แก่ 1. เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง 2. ผลกระทบจากการกัดกันการค้าหรือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับประเทศจีน 3. ความผันผวนตลาดเงินและตลาดทุนของโลก และ 4. การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทยว่าจะดีขึ้นมากน้อยขนาดไหน

“เศรษฐกิจปีนี้มีโอกาสทั้งที่ขยายตัวไม่ถึง 4% และได้มากกว่า 4% เพราะเพิ่งเริ่มต้นปี อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการขยายตัวเศรษฐกิจครึ่งปีแรกนี้จะขยายตัวได้น้อยกว่าครึ่งปีหลัง ส่วนหนึ่งมาจากฐานการขยายตัวเศรษฐกิจครึ่งปีแรกปี 2561 ขยายตัวได้สูง”นายลวรณ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน