7 จังหวัดเสี่ยงขาดน้ำกิน-ใช้ มท.เร่งผนึกทหารเร่งหาแหล่งน้ำสำรอง – ‘กฤษฎา’ ยันปี’62 น้ำอุปโภค-บริโภคมีถึงวันที่ 31 ก.ค.นี้

7 จังหวัดเสี่ยงขาดน้ำกิน-ใช้ – นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ได้รับการยืนยันจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) และกรมอุตุนิยมวิทยา (อต.) ชัดเจนตรงกันจากนี้ไป มี.ค.-เม.ย.-พ.ค. คงไม่มีฝนตกแล้ว แต่จะมีบ้างเล็กน้อยในสัปดาห์หน้า 12-15 มี.ค.ที่จะถึง จากนี้ไปต้องดำเนินการส่งน้ำเพื่อการเกษตร ผู้บริโภคต้องหวังพึ่งพาน้ำที่มีอยู่เดิม แต่ฝนจะตกมาประมาณกลางเดือนพ.ค. และจะเข้าสู่ฤดูฝนประมาณ 20 พ.ค. ซึ่งจะเร็วกว่าปกติประมาณ 1 สัปดาห์เศษ

ดังนั้นจากกระแสข่าวที่ว่าฝนจะมาช้าจะแล้งนาน คงไม่เป็นความจริง ในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า ในเรื่องของพื้นที่ ที่จะบริหารจัดการน้ำดังนี้ พื้นที่ที่เกี่ยวกับน้ำเพื่อการบริโภคอุปโภค มีการประปาส่วนภูมิภาคที่จะบริการน้ำในส่วนนี้ ประปาส่วนภูมิภาคมีประมาณ 20 สถานีใน 17 จังหวัดที่อาจจะมีปัญหานแล้ง ทางประปาส่วนภูมิภาคได้มีมาตรการรับมือไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขนน้ำ จากการเชื่อมต่อสถานีบริการใกล้เคียง

และอีกส่วนคือพื้นที่นอกเขตของการประปา จะมีพื้นที่ประมาณประมาณ 7 จังหวัดที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ ได้แก่ เชียงใหม่ นครสวรรค์ ชัยภูมิ นครราชสีมา เลย กาญจนบุรี และราชบุรี จึงต้องหาแหล่งน้ำในรัศมีไม่เกิน 50 กิโลเมตร(ก.ม.) ว่ามีแหล่งน้ำตรงไหน ขณะนี้ได้ส่งข้อมูลและแหล่งน้ำที่มีอยู่จริง ให้กับกระทรวงมหาดไทย ทหาร และจังหวัดได้รับทราบ เพื่อเตรียมมาตรการรองรับ อาจมีการขุดน้ำ หรือมีการต่อท่อ แต่ขณะนี้จะต้องดูว่าปริมาณน้ำจริงๆ เหลือเท่าไหร่

ส่วนใหญ่ทุ่งเจ้าพระยาอยู่ในแผน บางพื้นที่ใช้น้ำมากเกินปกติ ห่วงภาคอีสาน คือเขื่อนอุบลรัตน์ ก่อนถึงสิ้นฤดูแล้งในปีนี้ น้ำอาจต่ำกว่าระดับน้ำสำรองอยู่ประมาณ 80 ล้าน ลบ.ม. จึงได้เตรียมมาตรการรองรับ ช่วงนี้ทำได้ คือการประหยัดน้ำ ปล่อยน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้าเป็นบางเวลา รวมถึงต้องขอความร่วมมือในการประหยัดพลังงานด้วย ส่วนขณะนี้เท่าที่สำรวจพบมีการปลูกพืชมากกว่าแผนประมาณ 1.2 ล้านไร่ ต้องขอความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างประหยัด การแก้ไขปัญหา หรือลดน้ำอย่างประหยัด

ด้านนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การรับมือภัยแล้งในปี 2562 จากการรายงานสถานการณ์น้ำในเขื่อนของกรมชลประทาน คาดการณ์ว่า หากหลังจากนี้ฝนไม่ตกเลย น้ำในอ่างและเขื่อนของกรมชลประทาน จะมีปริมาณเพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภคไว้ใช้จนถึงวันที่ 31 ก.ค. 2562 โดยระหว่างนี้ได้มีการสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ ติดตามสถานการณ์น้ำ พร้อมนำมารายงานทุกวันจันทร์ เพื่อที่จะได้เตรียมคน และเครื่องมือ ในการลงไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งต่อไป

“ในส่วนของมาตรการแรก ได้มีการลงไปประชาสัมพันธ์ที่หอกระจายข่าวประจำหมู่บ้านให้เตรียมรับมือแล้ว และในวันที่ 8 มี.ค.นี้ จะเชิญกรมชลประทาน และกรมพัฒนาที่ดิน เข้ามาหารือร่วมกัน เกี่ยวกับเรื่องการขุดสระขนาดเล็ก ว่าจะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงไหน หากขุดมาแล้วจะมีน้ำหรือไม่ เบื้องต้นได้ประสานงานไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อมาช่วยดูตำแหน่งการขุดเจาะแหล่งน้ำบาดาลต่อไป” นายกฤษฎากล่าว

ทั้งนี้ หลังจากการประชุมหารือในวันที่ 8 มี.ค.นี้ ก็จะเริ่มการขนน้ำจากแหล่งน้ำขนาดใหญ่ไปช่วยเหลือในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ ในเบื้องต้นนำเครื่องมือ อาทิ ที่สูบน้ำ เพื่อไปขนน้ำจากภาคใต้ไปช่วยเหลือในพื้นที่ภาคอีสาน เพราะตอนนี้ในบางพื้นที่เริ่มได้รับผลกระทบจากภัยแล้งแล้ว

นายกฤษฎา กล่าวว่า ส่วนในกรณีที่มีประชาชน ฝ่าฝืนโดยกาทำนาในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งทางกระทรวงเกษตรฯ ได้มีการประกาศแจ้งเตือนไปแล้วว่า หากมีการทำนาครั้งที่ 3 ชาวนาต้องรับความเสี่ยงเอง และไม่สามารถเบิกงบภัยพิบัติ ที่กระทรวงการคลังต้องเป็นผู้จ่ายได้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีกฎหมายห้ามปลูกข้าวฤดูแล้ง แต่ถือว่าทางกระทรวงฯ ได้มีการประกาศเงื่อนไขการใช้น้ำไว้อย่างชัดเจนแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้มีการตั้งเป้าการปลูกข้าวนาปรัง ไว้ที่ 11 ล้านไร่ ส่วนนาปีตั้งเป้าไว้ที่ 58 ล้านไร่ แต่เบื้องต้นคาดว่าผลผลิตข้าวจะได้ต่ำกว่าแผนที่คาดไว้ หรืออยู่ที่ประมาณ 33-34 ล้านตันข้าวเปลือก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน