ทั่วโลกชะลอตัว-ท้าทายรบ.ใหม่ ภาคธุรกิจมองอนาคตศก.ไทย : รายงานพิเศษ

รายงานพิเศษ

ทั่วโลกชะลอตัว-ท้าทายรบ.ใหม่ ภาคธุรกิจมองอนาคตศก.ไทย : รายงานพิเศษ

รายงานพิเศษ – เวลานี้ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของภาวะเศรษฐกิจไทย

หลังจากผ่านเหตุการณ์สำคัญ “การเลือกตั้งปี 2562” ความหวังที่จะนำไปสู่แรงส่งให้เศรษฐกิจของไทยขยับตัวดีขึ้นเมื่อมีรัฐบาลใหม่

แต่ ณ ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน จึงต้องเผชิญหน้ากับความ ผัน ผวนต่อไป ประกอบกับโจทย์ใหญ่อย่าง เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างหนัก ซึ่งได้สร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นไปแล้ว

กับตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของไทยคือ ภาคการส่งออก ซึ่งตัวเลขการส่งออก 2 เดือนแรกของปีติดลบ 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และติดลบในทุกหมวดสินค้าสำคัญ

สะท้อนได้จาก นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวไว้ในงานเสวนา “จับชีพจรเศรษฐกิจโลก เจาะแนวโน้มเศรษฐกิจไทย” ที่จัดโดยธนาคารกสิกรไทย ว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวังของเศรษฐกิจไทยปีนี้คือภาวะเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวลดลง มาจากสงครามการค้า เบร็กซิต (Brexit) และการปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจจีน ส่งผลกระทบให้การส่งออกของไทยชะลอตัวลงด้วย

ทำให้ ธปท.ได้ปรับจีดีพีเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวที่ 3.8% ชะลอตัวลงจากเมื่อ 2 ปีที่แล้ว (ปี 2560-61) ซึ่งขยายตัวเฉลี่ย 4% สาเหตุหลักมาจากการส่งออกที่ชะลอตัว แต่ด้วยโครงสร้างของศักยภาพของเศรษฐกิจไทยที่ยังแข็งแกร่งจึงขยายตัวแบบชะลอเล็กน้อย ภาคการท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มขยายตัวดี ส่วนการบริโภค และการลงทุนของภาคเอกชนขยับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างชาติ อย่างประเทศจีน ที่เข้ามาลงทุนทั้งในอีอีซี และนอกอีอีซี

ปัจจัยเสี่ยง โจทย์สำคัญคือ รัฐบาลใหม่จะจัดตั้งได้เร็วแค่ไหน หากจัดตั้งได้เร็วจะเป็นผลดี เพราะมีความชัดเจน และสร้างความ เชื่อมั่น ส่งผลต่อการลงทุนให้ขยายตัวได้ต่อเนื่อง และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย

มองว่าไม่ว่าพรรคการเมืองใดขึ้นมาเป็นรัฐบาล จะต้องเข้ามาสานต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ดำเนินการอยู่แล้ว เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังไปได้ เพราะมีนโยบายเศรษฐกิจไม่แตกต่างกัน ส่วนในช่วงที่ยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลนั้น เชื่อว่ารัฐบาลปัจจุบันยังมีอำนาจเต็มในการบริหารจัดการและมีเครื่องมือที่จะดูแลภาวะเศรษฐกิจได้

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินสิ่งที่เกิดขึ้นช่วง 2 เดือนแรก พร้อมปรับประมาณการจีดีพีใหม่ น.ส.ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า ได้ปรับลดเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ใหม่ลงมาที่ 3.7% จากเดิมที่ประมาณการไว้ 4% กรอบคาดการณ์ใหม่ ทั้งปีที่ 3.2-3.9%

สาเหตุหลักๆ คือ เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งออกไทยแนวโน้มอ่อนแรงลง ประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน แม้จะมีการพัฒนาที่ดีกว่าที่คาดไว้ แต่โดยรวมเศรษฐกิจโลกชะลอลง กระทบกับภาคการส่งออกของไทย ที่คิดสัดส่วนเป็น 60% ของจีดีพีเศรษฐกิจไทย จึงปรับคาดการณ์การส่งออก จากเดิมโต 4.5% เหลือ 3.2%

อีกหนึ่งตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ปรับลงคือ การลงทุนของภาครัฐ จากเดิมคาดการณ์ขยายตัว 7% เหลือ 5% และกรอบประมาณการทั้งปีที่ 4.0-6.0% เพราะมองว่าการลงทุนของภาครัฐล่าช้ากว่าที่คาดไว้ ครึ่งปีแรกของปีนี้ จีดีพีน่าจะขยายตัวได้ 3.3% และครึ่งปีหลังน่าดีขึ้นขยายตัวได้ 4%

แต่ยังมีโอกาสที่จีดีพีปีนี้อาจเติบโตเพียง 3.2% หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า หรือจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังส่งออกทั้งปีนี้ลดต่ำในระดับ 2.5%

“ไม่ว่ารูปแบบรัฐบาลผสมแบบใด ต่างก็ต้องเผชิญโจทย์การชะลอตัว ของเศรษฐกิจโลก ที่กระทบภาคการส่งออก รัฐบาลใหม่ต้อง เร่งผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน หากจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในเดือน มิ.ย.2562 มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น จะมีผลในไตรมาส 4 ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งปีแรก”

ถ้าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จ เชื่อว่าจะกระตุ้นผ่านการบริโภคภาคครัวเรือน ตามนโยบายการหาเสียงของทุกพรรคการเมือง โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรและรากหญ้าให้มีรายได้เพิ่ม กลุ่มนี้พร้อมที่จะใช้จ่าย และจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 โดยจะช่วยกระตุ้นจีดีพีในปี 2562 ได้ 0.2-0.4% หรือเป็นเงินประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท ที่จะเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ

และอีกหนึ่งภาพสะท้อน นายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปี 2562 จะขยายตัวในแบบชะลอจากปี 2561 คาดการณ์ว่าน่าจะเติบโตราว 3.5-4.0% เพราะมองว่าภาคการท่องเที่ยวจะชะลอตัว

เครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือการเติบโตของภาคการส่งออก มีผลโดยตรงต่อการลงทุนภาคเอกชน ส่งผลมายังภาคค้าปลีกทางอ้อม จากการใช้สอยและการจ้างงาน คาดว่าการลงทุนภาคเอกชนในปีนี้ น่าจะมีทิศทางที่เติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน

โดยตัวแปรสำคัญคือ การลงทุนของภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ได้แก่ โครงการอีอีซี และโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ หากยังคงเป็นไปตามแผนที่รัฐบาลประกาศไว้ อาจทำให้การลงทุนภาคเอกชนมีความมั่นใจ เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเงินที่หมุนเวียนผ่านการจ้างงานและการจัดซื้อจัดจ้าง จะหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนตัวแปรที่ต้องจับตา สถานการณ์ราคาสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นรายได้หลักของกลุ่มคนฐานราก คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรโภคภัณฑ์ อาจไม่เพิ่มขึ้นตามทิศทางตลาดโลก แต่อาจมีเพียงข้าวที่ทำรายได้ ได้ดีในระดับหนึ่ง ธุรกิจค้าปลีกคงต้องเฝ้าติดตาม

แม้ว่าจากผลสำรวจความคิดเห็นของภาคประชาชน และภาคธุรกิจในช่วงก่อนและหลังเลือกตั้ง พบว่าการเลือกตั้งส่งผลดีต่อ ความเชื่อมั่นในภาพรวม แต่อย่างไรก็ตามความเชื่อมั่นดังกล่าวยังต้องแปรผันตามสถานการณ์จัดตั้งรัฐบาล ท่ามกลางความกดดันของเศรษฐกิจโลก

ดังนั้น อุณหภูมิของเศรษฐกิจไทยจะขึ้นหรือแผ่วลง เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

เพื่อจะตั้งรับและปรับตัวได้ทัน

อ่านข่าว

บทความก่อนหน้านี้ปิดคดีผัวเก่าหึงอดีตเมีย ยิงหัวหนุ่มดับหน้าทีวี สาวโทร.เตือนแต่ไม่ทัน : สดจากสนามข่าว
บทความถัดไปชี้แจงข่าวอ่างเก็บน้ำที่ลพบุรี : บ.ก.ตอบจดหมาย