นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจาก ปิโตรเลียม กล่าวว่า จะเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น วันที่ 5 เมษายนนี้ เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บมจ.บางจากคอร์เปอเรชั่น โดยไม่ได้เปลี่ยนโลโก้ หรือ ชื่อย่อหลักทรัพย์ BCP แต่อย่างใด แต่เปลี่ยนเพื่อให้มีความชัดเจนว่า ปัจจุบัน บางจากฯไม่ได้ทำแต่เฉพาะธุรกิจด้านปิโตรเลียมเท่านั้น แต่ทำธุรกิจหลากหลาย โดยขณะนี้ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มธุรกิจหลักที่ชัดเจน คือ ธุรกิจโรงกลั่นฯ ธุรกิจการตลาด ธุรกิจโรงไฟฟ้า โดยบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีการลงทุนในไทย ญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์

 

อย่างไรก็ตามเป้าหมายของบริษัท คือ จะต้องหาทางสร้างรายได้ ให้เป็นไปตามเป้าหมายว่าต้องมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อม หรือ EBITDA เติบโตประมาณ ร้อยละ 20 ต่อปี โดยปี 2559 มี EBITDA รวม 11,363 ล้านบาท ดังนั้น จึงต้องหาธุรกิจสร้างรายได้ที่ทำให้ตามแผน ซึ่งน่าจะมาจากอีก 2 ธุรกิจ คือ ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) และธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ(BIO PRODUCT)ที่ต่อยอดจากการผลิตไบโอดีเซลและเอทานอลในปัจจุบัน โดยทั้ง 2 ธุรกิจปัจจุบันมีอิบิทด้าประมาณ 300 ล้านบาทก็ตั้งเป้าหมายเพิ่มเป็นกว่า 1 พันล้านบาทในอีก 2 ปีข้างหน้า

 

“บางจาก ปิโตรเลียม จัดตั้งมากว่า 30 ปี ช่วงที่คำว่าปิโตรเลียมเป็นธุรกิจขาขึ้น แต่ปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลง บริษัททำธุรกิจหลากหลาย คำว่าปิโตรเลียมหลายคนมองว่าไม่สุภาพ จึงขอเปลี่ยนชื่อเป็นบางจากคอร์เปอเรชั่นนับว่าเป็น Big change และอีก 2 engine ที่จะมาสร้างรายได้ให้เป็นไปตามเป้าหมายก็คือ ธุรกิจชีวภาพและธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ”นายชัยวัฒน์ กล่าว

 

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพจะเห็นความชัดเจนในการปรับโครงสร้างและการต่อยอดร่วมทุนธุรกิจไปสู่สินค้าสร้างมูลค่าเพิ่มในอีก 2 เดือนข้างหน้า เป็นการต่อยอดจากธุรกิจโรงงานไบโอดีเซล 8.1 แสน ลิตร/วัน (บางจากถือหุ้นร้อยละ 70) และมีกำลังผลิตในส่วนของการถือหุ้น ของโรงงานเอทานอล 2.3แสน ลิตร/วันรวมไปถึงโครงการวิจัยการเลี้ยงสาหร่าย โดยธุรกิจที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มจะมาจากทั้งการพัฒนานวัตกรรมของส่วนบริษัท และการร่วมทุนเพราะธุรกิจสายนี้สามารถผลิตได้ทั้งธุรกิจอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์ยาที่มีราคาสูง และยังสามารถรองรับนโยบายด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ (Biotech) ตามยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล และโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยองหรืออีอีซี ซึ่งบางจากฯจะใช้โรงงานเอทานอลที่จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นส่วนต่อยอดการลงทุนเหล่านี้ด้วย
“ล่าสุดบริษัทได้พัฒนานวัตกรรมต่อยอดจากการผลิตไบโอดีเซลทำโครงการนำร่อง แยกอนุพันธ์ออกมาเป็นส่วนผสมของฉนวนกันความร้อน สามารถอมความร้อนช่วงกลางวันและคลายความร้อนช่วงกลางคืนเหมาะสมกับบ้านในประเทศอากาศหนาว เป้าหมายทำตลาดในญี่ปุ่น ซึ่งในขณะนี้บริษัทก็ได้มีการลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าอยู่แล้ว ทั้งนี้ ยังให้ความสำคัญเรื่องการทดลองวิจัยเพิ่มขึ้นด้วย ”นายชัยวัฒน์​กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน