กรมการข้าว หวังฝน ส.ค. ยืดข้าว 40 ล้านไร่ให้รอด แนะไม่ควรปลูกเพิ่มหลัง 12 ส.ค. เสี่ยงขาดน้ำ คาดผลผลิตรวมไม่ถึง 34 ล้านตันข้าวเปลือก ลุ้นโอกาสราคาสูง แต่ส่งออกลำบากอาจกดราคารับซื้อ

หวังฝนตกส.ค. ชุบชีวิตนาข้าว – นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งให้สำรวจพื้นที่นาข้าวที่มีอยู่ 40 ล้านไร่แล้ว เพื่อรายงานให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ใช้ประกอบในการแถลงนโยบายรัฐบาลวัน 25-27 ก.ค.นี้ เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นในลักษณะของคาดการณ์เท่านั้นเพราะข้าวเมื่อได้น้ำฝนที่จะตกในเดือนส.ค.นี้จะฟื้น และในพื้นที่เสียหายสามารถปลูกทดแทนได้ทันไม่เกินวันที่ 12 ส.ค.นี้

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ตั้งวอรูมขึ้นทุกจังหวัดเพื่อรายงานสถานการณ์อย่างกระชั้นชิด ได้ข้อมูลที่แท้จริง เพื่อนำมาประมวลผลการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด ส่วนการประเมินเบื้องต้นของศูนย์วิจัยกสิกร ที่ระบุว่าภัยแล้งที่เกิดขึ้นมีมูลค่าความเสียหายมากถึง 1.5 หมื่นล้านบาทนั้น จะขอดูในรายละเอียดอีกครั้ง

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ภัยแล้งที่เกิดขึ้นจะกระทบกับนาข้าวมากที่สุด จากปัจจุบันที่เริ่มเพาะปลูกไปแล้ว 39-40 ล้านไร่ ต้นข้าวยังอ่อนอยู่มาก ต้องการน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องพึ่งน้ำฝน ดังนั้นตาม ที่กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าจะมีฝนตกอีกครั้งในเดือนส.ค.นี้ จะเป็นโอกาสเดียวของการทำนา ปี 2562/63 โดยเกษตรกรต้องปลูกให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 12 ส.ค.นี้เท่านั้น ทั้งข้าวไวแสง และไม่ไวแสง หากเลยระยะเวลานี้ไป ในส่วนของข้าวไวแสง เช่น ข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ อาจไม่ให้ผลผลิต ส่วนข้าวไม่ไวแสงแม้จะให้ผลผลิตได้แต่ก็จะเสี่ยงไม่มีน้ำ

ดังนั้นพื้นที่ปลูกข้าวของไทยในปีนี้อาจจะทำได้เพียง 40 ล้านไร่ ต่ำกว่าแผนข้าวครบวงจร ที่กำหนดไว้ 58 ล้านไร่ โดย 40 ล้านไร่ที่มีอยู่นี้อาจจะได้รับความเสียหายในอนาคตกรณีฝนตกไม่ทั่วถึง ซึ่งต้องดูสถานการณ์ฝนในเดือนส.ค.นี้ อีกที เบื้องต้นพบว่าพื้นที่เสี่ยงข้าวเสียหายมากที่สุด คือ ภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เป็นแหล่งผลิตข้าวที่มากที่สุดของประเทศ

“จากประมาณการณ์ผลผลิตข้าวปีนี้จะมี 32-34 ล้านตันข้าวเปลือก โดยแยกเป็นข้าวนาปี 25 ล้านตันข้าวเปลือก ที่เหลือเป็นข้าวนาปรัง 6-7 ล้านตันข้าวเปลือก นั้นคาดว่าสถานการณ์ภัยแล้งฝนตกทิ้งช่วง แบบนี้จะไม่ได้ผลผลิตตามเป้า แต่จะเป็นเท่าไรนั้นต้องรอดูความเสียหายอย่างสิ้นเชิงอีกครั้ง ปริมาณข้าวที่ลดลงดังกล่าวเป็นไปได้ที่จะกระตุ้นราคาให้สูงขึ้น ดังนั้นหากไทยสามารถรักษาพื้นที่ปลูกข้าว 40 ล้านไร่ให้รอดตายได้ก็จะเป็นโอกาสทางด้านราคา”

นายภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ผลกระทบจากภัยแล้งมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเสียหายและทำให้ผลผลิตข้าวในปีนี้ลดลงไม่เป็นไปตามเป้าแผนข้าวครบวงจร แต่เนื่องปัจจุบันผู้ประกอบการข้าวมีสต๊อกจำนวนมาก ในขณะที่จีนเริ่มระบายสต๊อก การส่งออกชะลอตัว ทำให้ราคาข้าวในประเทศปรับตัวลดลง เมื่อเกิดภัยแล้งผู้ค้าข้าวรายใหญ่ยิ่งกักตุนมากขึ้นโดยยังมีการรับซื้อในระดับท้องถิ่นเพื่อรอจังหวะขายในราคาสูง

การขายข้าวดังกล่าวของภาคเอกชนคาดว่าส่วนใหญ่จะเป็นตลาดในประเทศ เพราะการส่งออกข้าวมีการแข่งขันสูง แม้ข้าวไทยจะมีคุณภาพดีกว่าคู่แข่ง แต่ผู้บริโภคปัจจุบันไม่ได้ใส่ใจในคุณภาพข้าว จะใช้ราคาเป็นตัวตัดสิน โดยข้าวไทยขายตันละ 4,000 ดอลลาร์ ข้าวกัมกูชา และเวียดนาม อยู่ที่ 3,000 ดอลลาร์เท่านั้น ทำให้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การส่งออกข้าวของไทยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปีที่ผ่านมาส่งออกได้เพียง 8-9 ล้านตัน ปีนี้คาดว่าจะทำได้เพียง 7 ล้านตันเท่านั้น

“จีนซึ่งเป็นตลาดใหม่รับซื้อข้าวคุณภาพของไทยจริงแต่ก็ไม่มากเท่าที่ควร เพราะคนจีนฉลาดรับซื้อข้าวจากทุกประเทศแล้วแล้วนำมาปนกันสร้างเกรดข้าวขึ้นมาใหม่แล้วขายเป็นข้าวของเขาเอง ทำให้ซื้อข้าวจากไทยน้อยลง”

ดังนั้นสถานการณ์ข้าวในปีนี้ยังไว้ใจไม่ได้ทั้งผลผลิตและราคา ปริมาณข้าวที่มีแนวโน้มว่าจะได้น้อยก็ไม่ได้หมายความว่าราคาจะดีเพราะยังมีปัจจัยสต๊อกภาคเอกชนกดอยู่ ทางสศก. จึงติดตามและเฝ้าระวังเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ ต่อไป

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงในระยะนี้และจากมติที่ประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เกี่ยวกับการกำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบและความเสียหายจากภัยแล้งเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมการรับสถานการณ์ป้องกันความเสียหายจากปัญหาขาดแคลนน้ำที่จะเกิดขึ้น กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมทำความเข้าใจกับเกษตรกรให้ทราบปริมาณสถานการณ์น้ำ โดยเร่งสำรวจข้อมูลพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งและภาวะฝนทิ้งช่วง พร้อมจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจ (War Room) จังหวัดเพื่อติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ และวางแผนการช่วยเหลือเกษตรกร รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาน้ำเพื่อการเกษตรให้แก่เกษตรกร ผ่านกลไกของคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด (Chief of Operation : CoO) และคณะทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับอำเภอ (Operation Team : OT) พร้อมวางแผนช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง และเตรียมการวางแผนระบบการปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาวะที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ โดยแนะนำวิธีการดูแลรักษาพืชในภาวะแห้งแล้งฝนทิ้งช่วงประกอบกับแนะนำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อยทดแทนการเพาะปลูกข้าวในช่วงเดือนส.ค.- ก.ย. 2562

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้แจ้งเตือนเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกพืช ให้มาปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร หรือหากเป็นเกษตรกรรายใหม่ให้มาขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ปลูก หรือศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) หรือสถานที่อื่นที่มีความเหมาะสมโดยด่วนที่สุด ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ให้บริการต่อไป อย่างไรก็ตามเกษตรกรรายเดิมสามารถปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ด้วยตนเองผ่านทางแอปพลิเคชั่น Farmbook ส่วนการจัดทำข้อมูลสถานการณ์เนื้อที่เพาะปลูกและเนื้อที่เสียหายผ่านระบบสารสนเทศการผลิตทางด้านการเกษตร (รต.) ได้เร่งรัดให้จัดส่งกรมส่งเสริมการเกษตรทราบ ภายในวันที่ 23 ก.ค. 2562 และปรับปรุงข้อมูลทุกวันอังคารของสัปดาห์

ในกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ให้ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 โดยเร็ว และเมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ให้สำนักงานเกษตรอำเภอ/จังหวัด เร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 และกรอบระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือ (เร่งด่วน) ที่กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดให้แล้วเสร็จ ภายใน 15 วันต่อไป

ทั้งนี้ การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลัง มีหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ คือ จะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไว้ก่อนเกิดภัย และช่วยเหลือเกษตรกรตามจำนวนพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจริง ทั้งนี้ไม่เกิน 30 ไร่ อัตราการช่วยเหลือด้านพืช แบ่งเป็น ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆ อัตราไร่ละ 1,690 บาท

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน