สุดยื้อ! สภาพัฒน์ รับจีดีพีไตรมาส 2 โต 2.3% ต่ำสุดในรอบ 19 ไตรมาส จากปีก่อนโต 4.7% รื้อเป้าปีนี้เหลือ 3% จากเป้าเดิม 3.6%

เศรษฐกิจไตรมาส 2 โตแค่ 2.3% – นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผยว่า อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยไตรมาส 2/2562 โต 2.3% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนโต 4.7% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำสุดในรอบ 19 ไตรมาส นับจากไตรมาส 4/2557 โต 2.4% และคาดว่าจะเป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำสุดของปีนี้ ชะลอลง 0.6% เทียบกับไตรมาสก่อนโต 2.8% ส่งผลให้จีดีพีครึ่งแรกของปี 2562 โต 2.6%

ทั้งนี้ มีสาเหตุหลักเนื่องจากมูลค่าและปริมาณการส่งออกสินค้าลดลง โดยมูลค่าส่งออกอยู่ที่ 60,553 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.2% ต่อเนื่องจากการลดลง 4% ในไตรมาสก่อน และปริมาณการส่งออกที่ลดลงต่อเนื่อง 4.4% ตามการส่งออกและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ชะลอลงและผลกระทบจากมาตรการสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ที่ตึงเครียดมากขึ้น รวมทั้งฐานการส่งออกสินค้าเกษตรบางรายการที่อยู่ในเกณฑ์สูงและข้อจำกัดด้านปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรบางรายการ

ทศพร ศิริสัมพันธ์

โดยปีนี้ทั้งปีคาดจีดีพีจะขยายตัวอยู่ในช่วง 2.7-3.2% (ค่ากลาง 3%) ลดลงจากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 3.3-3.8% (ค่ากลาง 3.6%) จากฐานการขยายตัวที่อยู่ในระดับต่ำ แนวโน้มการส่งออกที่ค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นอย่างช้าๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง อุปสงค์ในประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ดีต่อเนื่องช่วงครึ่งหลังของปีทั้งด้านการใช้จ่ายคร้วเรือนและการลงทุนภาคเอกชน โดยในช่วงที่เหลือของปีนี้ไทยยังจำเป็นต้องพึ่งพาปัจจัยสนับสนุนภายในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่กระทรวงการคลังเตรียมนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิจารณาเห็นชอบในวันพรุ่งนี้ (20 ส.ค. 2562)

“การส่งออกไตรมาส 2/2562 ที่ติดลบ 4.2% เป็นผลจากปัจจัยภายนอก ซึ่งประมาณการตัวเลขส่งออกครึ่งปีหลังน่าจะเติบโตได้ 3% สามารถช่วยพยุงให้การส่งออกปีนี้ทั้งปีติดลบ 1.2% น้อยลงจากครึ่งแรกของปีนี้ จากเดิมคาดการณ์ส่งออกทั้งปีโตได้ 2.2% ทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ตามเป้าหมาย 2.7-3.2% (ค่ากลาง 3%) ได้ ประกอบกับมีแรงส่งจากภาคการท่องเที่ยวที่คาดการณ์ปีนี้มีจำนวนนักท่องเที่ยว 20 ล้านคน คิดเป็นมูลค่า 2.04 ล้านล้านบาท การลงทุนภาคเอกชนคาดโต 3.7% หลังไตรมาส 2/2562 โต 2.2% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนโต 4.4% การลงทุนภาครัฐคาดโต 4% หลังไตรมาส 2/2562 โต 4.4% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนโต 4.9% ”นายทศพร กล่าว

ทั้งนี้ ภาครัฐต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประจำปีงบประมาณ 2563 ในส่วนของงบประจำให้ได้ตามเป้าหมาย 98-99% เร่งรัดโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานผลักดันงบลงทุนภาครัฐไม่ต่ำกว่า 60% เร่งรัดเบิกจ่ายงบเหลื่อมปีไม่ต่ำกว่า 70% เร่งรัดงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ 75% ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไตรมาส 3-4 ของปีนี้เป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยฟื้นกลับมาได้

นอกจากนี้ ยังต้องสนับสนุนให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ให้ย้ายฐานการผลิตมาไทย ผลักดันโครงการลงทุนขอรับสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนจริงให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ประกอบกับการดูแลภาคเกษตรกร กำลังแรงงาน ผู้มีรายได้น้อย วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และเศรษฐกิจฐานราก การเตรียมความพร้อมด้านกำลังแรงงานและคุณภาพแรงงาน ภายใต้การรักษาความสงบเรียบร้อยและบรรยากาศทางการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าขยายตัวต่ำกว่าที่คาด จะส่งผลกระทบให้การส่งออกและการท่องเที่ยวขยายตัวล่าช้ากว่าที่ประเมินไว้ อีกทั้งความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น อาทิ สงครามการค้าจีน-สหรัฐ ที่อาจขยายขอบเขตมากขึ้น การถอนตัวของสหราชอาณาจักรออกจากสมาชิกสหภาพยุโรป (ยูโรโซน) ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างญี่ป่น-เกาหลีใต้ การผ่อนคลายนโยบายการเงินของประเทศสำคัญที่อาจนำไปสู่การแข่งขันลดค่าเงินที่จะสร้างความผันผวนต่อตลาดเงินโลก เป็นต้น

นายทศพร กล่าวเพิ่มเติมว่าไทยยังต้องเผชิญกับสถานการณ์ภัยแล้งที่ปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศขณะนี้อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกและผลผลิตภาคการเกษตร ประกอบกับทิศทางค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเฉลี่ยทั้งปี 2562 คาดอยู่ในช่วง 30.70-31.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เทียบจากประมาณการเดิม 31.10-32.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีคาดอยู่ในช่วง 59-69 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงจากประมาณการเดิมอยู่ที่ 62-72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน