‘ทียู’ประกาศอุ้มผู้เลี้ยงกะพงไทยรับซื้อ 500 ตัน ราคา 90 บาท/ก.ก. หลังปลาเถื่อนทะลักกดราคา-ด้านประมงเอาจริงกลุ่มลอบนำเข้า
‘ทียู’ประกาศอุ้มผู้เลี้ยงกะพง – นายฤทธิรงค์ บุญมีโชติ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มธุรกิจอาหารแช่แข็งและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทียูเตรียมรับซื้อปลากะพงไทย จากเกษตรกรจำนวน 500 ตัน ในราคา 90 บาท/กิโลกรัม (ก.ก.) หลังมีการลอบนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซียเข้ามาจำนวนมาก ส่งผลให้ให้ราคาปลากะพงของไทยลดลงต่ำกว่าต้นทุนบางช่วงราคาอยู่ที่ 55 บาท/ก.ก. จากต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 90 บาท/ก.ก. จากปกติเกษตรกรที่ทำสัญญาประกันราคาปลากะพงไว้ ทียู ก็ยังรับซื้อในราคา 120 บาท/ก.ก.
ทั้งนี้ ผลผลิตปลากะพงในปี 2562 จะมีปริมาณ 80,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 14% จากปีก่อนหน้าที่มีผลผลิตรวม 70,000 ตัน หากไม่มีการลักลอบนำปลากะพงจากมาเลเซีย เข้ามาประมาณ วันละ 100-200 ตัน สัปดาห์ละ 4-5 วัน หรือประมาณ 1 แสนตัน/สัปดาห์ ราคาที่เกษตรกรไทยขายได้จะยังมีกำไร เพราะคนไทยยังนิยมบริโภคปลากะพงอยู่มาก เพราะโดยมาตรฐานของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกรไทยเคร่งครัดกับการผลิตเพื่อให้ผลผลิตสัตว์น้ำปลอดภัยกับผู้บริโภค
“เมื่อเกษตรกรเดือดร้อน ทียู จึงเตรียมรับซื้อปลากะพง จากเกษตรกร แม้ขณะนี้ไม่ได้มีออร์เดอร์ แต่เนื่องจากทียูเป็นรายใหญ่ ที่มีห้องเย็น มีเครื่องมือในการเก็บรักษา สามารถรับซื้อได้ประมาณเดือนครึ่ง เพื่อดึงผลผลิตออกจากระบบเชื่อว่ารับซื้อปลากะพงไทยต่อเนื่องกันจะทำให้ราคาปลากะพงกลับมาดีขึ้นได้
ด้านนายธนพร ศรียากูล ที่ปรึกษาด้านการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมายขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) กล่าวว่า กรมประมงจะเร่งแก้ไขปัญหาสินค้าสัตว์น้ำราคาตกต่ำรวมถึงการป้องกันและปราบปรามการนำเข้าสัตว์น้ำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งจะเป็นการทำลายระบบเศรษฐกิจโดยรวมในภาคการประมงของประเทศไทย โดยเฉพาะในเรื่องการขนส่งสัตว์น้ำ ทั้งที่นำเข้าจากต่างประเทศและภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งโดยทางเรือ ทางบก หรือโดยวิธีอื่นใดก็ตาม และจะดำเนินการลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการด้านการขนส่งสัตว์น้ำทั้งการนำเข้า ส่งออก สินค้าในภาคประมง
ทั้งนี้ กรมประมงได้จัดประชุมหารือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤต โดยกำหนดแนวทางในการบริหารจัดการผลผลิตปลากะพงเพื่อให้เกิดเสถียรภาพด้านราคา ดังนี้ 1. ด้านการส่งออก ขยายการส่งออกไปต่างประเทศ โดยอาจมีการทำเกษตรพันธะสัญญา (Contract farming) ระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการโรงงานแปรรูป 2. ด้านการนำเข้า หารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ถึงความเป็นไปได้ในการใช้มาตรการ Antidumping
3. ด้านสุขอนามัย สุ่มตรวจสารตกค้าง (Chloramphenicol, malachite green,Nitrofuran และ Mebendazole) ในปลากะพงขาวที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน สุ่มตรวจโรค SDDV, RSIV, VNN ในปลากะพงขาวที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยให้ตรวจในทุก shipment 4. มาตรการควบคุมการลักลอบการนำเข้า ควบคุมการลักลอบการนำเข้าบริเวณท่าเรือชายแดน โดยให้ด่านตรวจสัตว์น้ำเข้มงวดการตรวจเรือประมง เรือขนถ่ายสัตว์น้ำ ท่าเทียบเรือ แพปลาที่มีการลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำผิดกฎหมาย 5. ส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ จัดหาช่องทางการจัดจำหน่ายปลากะพงขาว โดยการทำ MOU กับ modern trade เช่น Big C, Makro, TOP Supermarket เป็นต้น