ชาวนาเฮ! รับเงินชดเชยราคาข้าวงวดแรกวันนี้ ‘จุรินทร์’ ลั่นประกันรายได้สินค้าเกษตรตลอดอายุรัฐบาล

ชาวนาเฮ! รับเงินข้าวแล้ว

ชาวนาเฮ! รับเงินชดเชยราคาข้าวงวดแรกวันนี้ ‘จุรินทร์’ ลั่นประกันรายได้สินค้าเกษตรตลอดช่วงอายุรัฐบาล

ชาวนาเฮ! รับเงินข้าวแล้ว – นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ กล่าวในการชี้แจงและมอบนโยบายโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2562/63 รอบที่ 1 และเป็นประธานกดปุ่มคิกออฟ จ่ายเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ให้ชาวนาทั้งประเทศวันนี้ซึ่งเป็นผู้ปลูกข้าวรอบแรกณ องค์การบริหารส่วนตำบลหลักชัย อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีตัวแทนเกษตรกรมารับฟังได้แก่ จ.พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สุพรรณบุรี นนทบุรี และ นครปฐม ประมาณ 500 คน ว่า โครงการประกันรายได้ ผู้ปลูกข้าวเป็นหนึ่งในโครงการของรัฐบาลที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาโดยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และตน เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งวันนี้ครบ 90 วันหลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 25 ก.ค. 2562 โดยสามารถจ่ายเงินส่วนต่างรอบแรกได้แล้ว ถือว่าเป็นโครงการที่ทำได้เร็วและทำได้จริงตามที่รัฐบาลได้แถลงไว้ และจะทำต่อไปตลอดช่วงอายุรัฐบาล รวมทั้งสินค้าที่จะประกันรายได้ต่อไป คือ มันสำปะหลัง และข้าวโพด

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

ส่วนยางพารา ได้ผ่านการเห็นชอบคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ เรียบร้อยแล้วโดยกำหนดจ่ายเงินชดเชยให้กับเกษตรกรในวันที่ 1 พ.ย. 2562 เพราะต้องใช้เวลาในการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสวนยางก่อน โดยกำหนดจ่ายทุก 15 วัน รวม 6 งวด สำหรับยางแผ่นดิบราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม น้ำยางสด 57 บาทต่อกิโลกรัม และยางก้อนถ้วย 23 บาทต่อกิโลกรัม ของสวนยางที่มีอายุ 7 ปีขึ้นไป สูงสุดครัวเรือนละ 25 ไร่

“ต่อจากนี้พี่น้องชาวนาจะได้เงิน 2 กระเป๋า คือ เงินจากการขายข้าว และเงินส่วนต่างหากราคาในตลาดไม่ถึงที่ประกันรายได้ไว้ และสำหรับชาวนาที่น้ำท่วมเจอภัยพิบัติก็ได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลตามสิทธิคู่กันไปด้วย โดยรับเงินส่วนต่างตามโครงการนี้ด้วยเช่นกัน ขอให้มั่นใจได้ รวมทั้งจะยังดำเนินการนโยบายสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกในกรณีที่มีผลผลิตข้าวออกมามาก เพื่อดูดซับปริมาณข้าวออกจากตลาด ซึ่งจะมีการพิจารณาเป็นกรณีไป ทั้งนี้ การประกันราคาสินค้าเกษตรของรัฐบาลชุดนี้จะไม่ทำลายกลไกตลาดตลาดเกษตรกรมีรายได้ที่เลี้ยงตนเองได้ ขณะเดียวกันราคาข้าวของไทยก็สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ไม่ทำปัญหาให้กับผู้ส่งออกข้าวหรืออุตสาหกรรมข้าวในภาพรวม”นายจุรินทร์ กล่าว

รายงานข่าวกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2562 คณะอนุกรรมการกํากับดูแลและกําหนดเกณฑ์ กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวมีมติเห็นชอบการกําหนดราคา เกณฑ์กลางอ้างอิงและการชดเชยส่วนต่างราคาตามโครงการประกันรายได้เกษตรกร ผู้ปลูกข้าว ปี 2562/63 รอบที่ 1 ในงวดที่ 1 ซึ่งราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงข้าวเปลือกหอมมะลิ อยู่ที่ตันละ 16,723.09 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ อยู่ที่ตันละ 15,651.05 บาท ข้าวเปลือกเจ้า อยู่ที่ตันละ 7,530.36 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี อยู่ที่ตันละ 10,216.55 บาท และข้าวเปลือกเหนียว อยู่ที่ตันละ 18,926.86 บาท

ดังนั้นจึงส่งผลให้รัฐบาลต้องจ่ายชดเชยส่วนต่างในข้าวเปลือก 2 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 2,469.64 บาท และ ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 783.45 บาท ส่วนชนิดที่เหลือนั้นอยู่ในเกณฑ์ราคาสูงเลยเพดานของราคาประกัน ทั้งนี้ การจ่ายเงินชดเชยงวดแรก ธ.ก.ส. จะโอนเงินชดเชยเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ซึ่งเกษตรกรจะสามารถเบิกถอนเงินได้ทันทีภายในวันที่ 15 ต.ค. 2562 ซึ่งในงวดแรก มีเกษตรกรได้รับเงินชดเชยจากข้าวเปลือกเจ้าและข้าวเปลือกหอมปทุมธานี จํานวน ประมาณ 349,000 ครัวเรือน วงเงินชดเชยประมาณ 9,400 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 14.30 น. วันนี้ได้เปิดตัวการจ่ายเงินเกษตรผู้ปลูกข้าว ปี 2562/63 รอบที่ 1 โดยตัวแทนชาวนาได้ทำการตรวจสอบยอดเงินที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โอนเข้าบัญชี รวมทั้งกดเงินที่ได้รับเพื่อพิสูจน์ว่าได้รับเงินจากโครงการดังกล่าวตรงเวลาจริง

นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) กล่าว ในการชี้แจงโครงการประกันรายได้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2562/63 รอบที่ 1 ณ องค์การบริหารส่วนตำบลหลักชัย อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีตัวแทนเกษตรกรมารับฟังได้แก่ จ.พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สุพรรณบุรี นนทบุรี และ นครปฐม ประมาณ 500 คน ว่า กำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ได้กำหนดราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงและการชดเชยส่วนต่างราคาตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2562/63 รอบที่ 1 งวดที่ 1 ประจำวันที่ 15 ต.ค. 2562 เพื่อชดเชยส่วนต่างให้แก่เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวสำหรับผู้ที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวก่อนวันที่ 16 ต.ค. 2562 แล้ว

โดยจะมีการจ่ายชดเชยรายได้ให้กับข้าวเปลือก 2 ชนิด คือ ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 2,469.64 บาท และข้าวเปลือกหอมปทุมธานีตันละ 783.45 บาท ส่วนอีก 3 ชนิด คือ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ และข้าวเปลือกเหนียว ไม่ชดเชย เพราะราคาข้าวทั้ง 3 ชนิดดีกว่าราคาประกัน โดยในรอบแรกรัฐบาลจะใช้งบประมาณ 9,400 ล้านบาท จ่ายให้เกษตรกรจำนวน 3.45 แสนครัวเรือน โดยย้ำว่าเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรจะมีสิทธิรับเงินชดเชยส่วนต่าง โดยไม่มีข้อจำกัดด้านการถือครองเอกสารสิทธิที่ดิน ซึ่งในแต่ละรอบเงินชดเชยจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับราคาตลาดในขณะนั้น

สำหรับราคาตลาดอ้างอิงที่นำมาใช้ในการคำนวณเพื่อจ่ายส่วนต่างประกันรายได้ ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 16,723 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 15,651 บาท ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 7,530 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 10,216 บาท และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 18,926 บาท

บทความก่อนหน้านี้เละอีกคน! ‘เต้ย พงศกร’ คอมเมนต์อาลัย ซ็อลลี โดนถล่มต่อจาก ‘นิกกี้’
บทความถัดไปทดสอบ MAXXIS HP5 มั่นใจทุกสภาพถนน คุณภาพคุ้มเกินราคา