นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกิตติคุณ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย และถือเป็นวิกฤตครั้งแรกที่สร้างหายนะไปถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจ พนักงาน และประชาชนทั่วไป ซึ่งมองว่าวิกฤตครั้งนี้คงฟื้นกลับมาได้ไม่เร็วเหมือนวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ 22 ปีที่แล้ว เนื่องจากมีความยากในเรื่องของการแข่งขัน ดังนั้นระหว่างนี้ประเทศไทยต้องสร้างองค์ความรู้ใหม่ในเรื่องการทำมาหากินให้กับประชาชนเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งการทำแบบเดิมๆ จะไม่ได้ผลและไม่พอกินอย่างไรก็ตามเศรษฐกิจจะฟื้นหรือไม่ฟื้น เร็วหรือช้า ต้องขึ้นกับว่าโรคถูกสกัดได้ไม่ช้าจนเกินไป และอีกปัจจัยที่สำคัญคือ มีความสามารถในการแข่งขันในการทำธุรกิจที่ก้าวหน้าไปกว่าเดิมจึงจะเอาความั่งคั่งกลับคืนมาได้
นายบัณฑูร ยังมองว่าหลังเกิดวิกฤตครั้งนี้ จะเปลี่ยนแปลงไปแน่นอน ทั้งความเป็นอยู่ของมนุษย์และระบบเศรษฐกิจจะมีความเปราะบางมากขึ้น ดังนั้นการบริหารจัดการทั้งของภาครัฐบาลและเอกชน ควรที่จะมีการแก้ไขให้ผ่านพ้นไปได้ในช่วงเวลาเช่นนี้ โดยในระหว่างที่ประเทศกำลังกลับไปสู่การใช้ชีวิตแบบปกติในอนาคต การประคับประคองคนที่อยู่ระดับล่างที่สุดในระบบ เป็นเรื่องสำคัญที่สุด
ดังนั้นเพื่อให้ทุกคนผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ ธนาคารกสิกรไทย จึงได้เริ่มโครงการ “เถ้าแก่ใจดี เจ้าหนี้มีใจ” เพื่อช่วยเหลือพนักงานที่มีรายได้น้อยให้สามารถอยู่รอดได้ในสถานการณ์ตอนนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างธนาคารและธุรกิจ ซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อของธนาคารกสิกรไทย ด้วยการลดดอกเบี้ยและเพิ่มเงินทุนให้กับธุรกิจ เพื่อช่วยให้มีกำลังในการจ้างพนักงานให้มีงานทำต่อเนื่อง มีรายได้ พร้อมช่วยลดภาระหนี้ต่างๆ
ซึ่งนำร่องโดยมีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ 2 ราย คือ โรงแรมในเครือกะตะธานี และเครือกะตะกรุ๊ป ซึ่งเป็นเครือโรงแรมขนาดใหญ่ในจ.ภูเก็ต และอยู่ในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากโรคโควิด-19 แต่ทั้ง 2 โรงแรมมีความรับผิดชอบในการดูแลพนักงานทุกคนให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปให้ได้ โดยไม่มีการเลิกจ้าง หรือให้หยุดงานโดยไม่รับเงินเดือน ทั้งนี้ ภูเก็ตมีผู้ประกอบการ 127 ราย ที่สามารถเข้าร่วมโครงการ ซึ่งธนาคารใช้งบประมาณช่วยเหลือ 100 ล้านบาท ตั้งเป้าช่วยพนักงาน 3,000 คน เป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งธนาคารจะขยายผลโครงการไปยังจังหวัดอื่นๆ ต่อไป
นายบัณฑูร กล่าวด้วยว่าทุกครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ระบบธนาคารจะได้รับผลกระทบทุกครั้ง แต่วิกฤตรอบนี้ธนาคารได้ตุนทุนเอาไว้แข็งแกร่งกว่าเมื่อ 22 ปีที่แล้วมาก โดยรอบนี้ธนาคารสามารถรับแรงกระแทกได้มาก แต่อย่างไรก็ดี คงไม่สามารถคาดหวังว่าธนาคารจะมีกำไรในปีนี้ ซึ่งการทำโครงการเถ้าแก่ใจดี เจ้าหนี้มีใจ ถือว่าเป็นส่วนช่วยเหลือผู้ประกอบไม่มาก แต่โครงการความช่วยเหลือใหญ่ๆ ที่รัฐบาลจะทำออกมาช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผ่านธนาคารพาณิชย์ โดยรัฐบาล 70% ธนาคาร 30% ซึ่งหลายวิกฤตที่ผ่านมาจะเห็นว่าอัตราหนี้เสียที่เกิดขึ้นจำนวนไม่น้อย
อย่างไรก็ดี อยากให้รัฐบาลแน่ใจว่าเงินกู้ครั้งนี้ที่จะไปถึงคนที่อยู่ข้างล่าง ตราบใดที่เลี้ยงชีวิตไปได้ถือว่าเงินที่รัฐบาลเสียไปจะไม่สูญเปล่า โดยระบบธนาคารพาณิชย์รับความเสียหายได้ในระดับหนึ่งแน่นอน ต่อให้ปีนี้ทั้งปีระบบธนาคารพาณิชย์จะไม่มีกำไรเลยไม่ใช่เรื่องจะเป็นจะตาย”นายบัณฑูรกล่าว
ด้านนายสมบัติ อติเศรษฐ์ ประธานกรรมการบริหาร โรงแรมในเครือกะตะธานี กล่าวว่า โรงแรมกะตะธานีมีโรงแรมอยู่ 3 จังหวัด ภูเก็ต พังงา และเชียงราย มีพนักงานรวมแล้ว 1,800 คน ซึ่งตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดในช่วงปลายเดือนมี.ค. โรงแรมมีหนังสือประกาศไปถึงพนักงานทุกคนว่าโรงแรมไม่มีนโยบายจะไม่ลดพนักงานและเงินเดือนรายได้สวัสดิการของทุกคน ได้เท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง อีกทั้งมองว่าวิกฤตครั้งนี้คาดว่าจะกว่าจะฟื้นตัวได้ 18 เดือน เพราะมีผลกระทบต่อชีวิตและวิถีชีวิตของคนทั่วโลก ซึ่งการท่องเที่ยวต่อไปในอนาคตมองว่าที่ไหนมีคนเยอะๆ อาจจะต้องมีผลกระทบ เช่นเรือสำราญ เป็นต้น สำหรับภูเก็ต ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของภาคธุรกิจท่องเที่ยวของไทย ซึ่งหลังการ Lock down เมืองเสร็จแล้ว เชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวบางส่วนเริ่มเดินทางมาพักผ่อนบ้าง แต่อาจจะไม่เท่าเดิมหรือเหลือปีละ 7 ล้านคน จากเดิม 15 ล้านคน และเชื่อว่าการบริหารจัดการโรงแรมแบบเดิมๆ ใช้ไม่ได้แล้ว ซึ่งในส่วนของโรงแรม อาจมีการบริหารจัดการใหม่ เช่น การพักผ่อนบริเวณโดยรอบสระว่ายน้ำอาจต้องมีระยะห่างกัน 3 เมตร สระว่ายน้ำก็ต้องมีกติกาใหม่จำกัดจำนวนคน และอาหารเช้าจะเสิร์ฟแบบเซ็ต โดยไม่ใช่บุฟเฟ่ต์แบบเดิมๆ เป็นต้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าพัก
ขณะที่นายประมุขพิสิฐ อัจฉริยะฉาย ประธานกรรมการบริหาร โรงแรมในเครือกะตะกรุ๊ป กล่าวว่า พนักงานเป็นทรัพย์สินที่มีค่าของธุรกิจ ไม่เคยคิดเลิกจ้างพนักงาน ดังนั้นเชื่อว่าถ้าโรงแรมช่วยค่าครองชีพทำให้พนักงานอยู่ได้ และในช่วงที่เปิดโรงแรมขึ้นมาอีกครั้ง จะทำให้การทำงานได้อย่างราบรื่น มีความกระตือรือร้น ซื่อสัตย์และทำงานด้วยความมุ่งมั่น ทุ่มเท อย่างไรก็ดี การท่องเที่ยวของประเทศไทยยังมีอนาคตแน่นอน