นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ (กอป.) กล่าวว่า กองทุนเห็นชอบปล่อยสินเชื่อในลักษณะที่เป็นเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) วงเงินรวม 1,700 ล้านบาท แก่ลูกหนี้กองทุนจำนวนกว่า 10,000 ราย ที่ต้องการใช้เงินหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ รวมถึงการจ้างงานบุคลากรของสถานประกอบการ วงเงินสินเชื่อสูงสุดต่อรายจะอยู่ที่ 1,000,000 บาท ดอกเบี้ย 1% ต่อปี ระยะเวลา 5 ปี โดยคุณสมบัติลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการต้องมีสถานะไม่เป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) และมีประวัติการผ่อนชำระหนี้ปกติในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เนื่องจากยังมีลูกหนี้กองทุนอีกจำนวนมากที่ยังได้รับความเดือดร้อนจากโรคระบาดและภัยแล้ง ประสงค์จะขอสินเชื่อเพื่อการเสริมสภาพคล่อง และคงการจ้างงานต่อเนื่อง โดยลูกหนี้ที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อทุนหมุนเวียนดังกล่าว ต้องเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาหรือเสริมศักยภาพในด้านต่างๆ ตามที่กองทุนฯ กำหนด อาทิ ด้านแผนบริหารความต่อเนื่องของธุรกิจ ด้านการตลาด และบริหารการเงิน การบัญชี อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อเป็นการประกันว่ากิจการจะสามารถฟื้นตัวและดำเนินธุรกิจได้อย่างเข้มแข็งต่อไป
เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.-31 ก.ค. 2563 สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ที่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอี ดี แบงก์) ในทุกสาขาของประเทศ หรือติดต่อสายด่วนที่ 1357 หรือโทร 0-2265-3000 ภายในวันที่ 30 มิ.ย. 2563 และสำหรับลูกหนี้กองทุนที่ต้องการพักชำระหนี้เงินต้นแต่ยังไม่ได้แจ้งความประสงค์ขอพักชำระหนี้ ขอให้รีบติดต่อเอสเอ็มอี ดี แบงก์ ภายในวันที่ 30 มิ.ย. 2563 ก่อนที่จะปิดรับคำขอ
สำหรับความคืบหน้าการปล่อยพักชำระหนี้แก่ลูกหนี้กองทุนสูงสุด 12 เดือน ตามความสมัครใจ ตั้งแต่เดือนเม.ย. 2563 ที่ผ่านมา ถือเป็นการชะลอหรือลดโอกาสในการเกิดหนี้เสีย ขณะนี้มีลูกหนี้ได้รับอนุมัติแล้วจำนวน 2,834 ราย คิดเป็นวงเงิน 5,300 ล้านบาท
ด้านนายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อํานวยการ สํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า สสว. และเอสเอ็มอี ดี แบงก์ ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ จัดตั้งกองทุนสินเชื่อ “SMEs One” มีเป้าหมายช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายย่อยได้ไม่ต่ำกว่า 4,890 ราย และเข้าถึงแหล่งเงินทุนรวม 4,890 ล้านบาท จากการมีรายได้เพิ่มสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 20% ทำให้ระบบเศรษฐกิจเกิดการหมุนเวียนของเงินทุนในระบบสูงขึ้น ทั้งยังช่วยรักษาการจ้างงานหรือเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น ที่สำคัญทำให้ผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาทางการเงินไม่ปิดกิจการ และสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากผู้ประกอบการมีรายได้ปีละ 2 ล้านบาท จะก่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจสูงถึง 9,780 ล้านบาท
สำหรับวงเงินกู้แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ กรณีบุคคลธรรมดา วงเงินกู้ไม่เกิน 5 แสนบาท กรณีนิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดาที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) วงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อปี ระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 7 ปี ระยะเวลาปลอดชำระคืนเงินต้นสูงสุดไม่เกิน 1 ปี โดยจะต้องมีหลักประกัน กรณีบุคคลธรรมดา ต้องมีบุคคลที่น่าเชื่อถือค้ำประกัน ส่วนกรณีนิติบุคคล ค้ำประกันโดยกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล
โดยผู้ขอสินเชื่อต้องเป็นผู้ประกอบการที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับ สสว. กรณีเป็นบุคคลธรรมดาต้องมีสัญชาติไทย และจดทะเบียนพาณิชย์หรือจดทะเบียน หรือได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากเป็นการประกอบธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้ โดยอายุของผู้ขอกู้รวมกับระยะเวลาสินเชื่อแล้วจะต้องไม่เกิน 65 ปี กรณีเป็นนิติบุคคลต้องมีจำนวนหุ้นที่มีบุคคลสัญชาติไทยถืออยู่เกินกว่า 50% ผู้ขออนุมัติสินเชื่อต้องไม่เป็นหนี้เสีย ไม่ถูกดำเนินคดี ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
น.ส.นารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ เอสเอ็มอี ดี แบงก์ เปิดเผยว่า สำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ สสว. สามารถขอขึ้นทะเบียนก่อนได้ โดยสมัครสมาชิก สสว. ได้ที่ http://members.sme.go.th/newportal2/ ซึ่งต้องเป็นผู้ประกอบการรายย่อย (ไมโคร) และขนาดย่อมตามนิยามของ สสว. และยังไม่เคยได้รับความช่วยเหลือจากสินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ โครงการเงินทุนพลิกฟื้นวิสาหกิจขนาดย่อม และโครงการฟื้นฟูกิจการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เปิดรับคำขอกู้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2563 เป็นต้นไป ในรูปแบบมาก่อนได้ก่อนจนกว่าจะเต็มวงเงิน
ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถใช้บริการสินเชื่อ สามารถแจ้งความประสงค์ยื่นกู้ผ่านทางออนไลน์ในหลายช่องทาง เช่น ผ่าน LINE Official Account: SME Development Bank , ผ่านเว็บไซต์ของ ธพว. (www.smebank.co.th) และผ่านแอพพลิเคชัน “SME D Bank” ดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ IOS และ Android สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1357