เรืออากาศเอก มนตรี จำเรียง รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธ์องค์กรและพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) จำกัด เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) การบินไทย เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบขั้นตอนการดำเนินการจัดหาเครื่องบินจำนวน 28 ลำในช่วงระยะ 5 ปี (2560-64) เพื่อทดแทนเครื่องที่ปลดระวาง

โดยการบินไทยจะกลับไปจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับวงเงินในการจัดหา และสเป็กเครื่องบิน เพื่อนำมาเสนอให้บอร์ดพิจารณาอีกครั้งในเดือนส.ค. จากนั้นจะนำเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณา ซึ่งกระทรวงจะต้องสอบถามความเห็นไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน เช่น สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และสำนักงบประมาณ เป็นต้น คาดว่าจะใช้เวลาในการรวบรวมความเห็นและนำเสนอให้ครม. พิจารณาได้ไม่เกิน 3 เดือนหลังจากที่บอร์ด อนุมัติแผนการจัดหา หรือภายในเดือนพ.ย.-ธ.ค. นี้

ทั้งนี้ มีแผนที่จะรับมอบเครื่องลำแรกภายใน 18 เดือนหลังจากลงนามในสัญญาจัดหา หรือประมาณปลายปี 2562 และตั้งเป้าที่จะรับมอบเครื่องทั้งหมดภายใน 3 ปี สำหรับเครื่องที่จะจัดหาแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ เครื่องของการบินไทยจำนวน 19 ลำ แบ่งเป็นเครื่องลำตัวกว้าง 17 ลำ และลำตัวแคบ 2 ลำ ส่วนอีก 9 ลำที่เหลือเป็นเครื่องของสายการบินไทยสมายล์

ส่วนรูปแบบการจัดหานั้นอยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมว่าจะซื้อหรือเช่าจะคุ้มค่ากว่ากัน รวมทั้งต้องพิจารณาข้อเสนอของผู้ผลิตและสภาพคล่องของบริษัทในช่วง 5 ปีนี้ด้วยว่ามีมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ ภายหลังการจัดหาเครื่องใหม่จะทำให้อายุเฉลี่ยฝูงบินของการบินไทยจำนวน 100 ลำ ปรับลดจาก 11 ปี เป็น 8 ปี

ส่วนสาเหตุที่การจัดหาบินไทยต้องซื้อเครื่องลำตัวแคบในครั้งนี้ด้วยว่า เพื่อนำมารองรับการบินในเส้นทางสมุยของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ ที่ต่อมาจากยุโรปและออสเตรเลีย ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีอัตราผลตอบแทนต่อที่นั่ง (ยีล) สูงมาก รวมทั้งสนามบินสมุยยังมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่การลงจอด การบินไทยจึงจำเป็นต้องจัดหาเครื่องลำตัวแคบมาให้บริการ

เรืออากาศเอกมนตรีกล่าวต่อว่า บอร์ดยังมีมติอนุมัติให้มีการเปิดเส้นทางบินใหม่ กทม.-เวียนนนา จำนวน 4 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ในช่วงตารางบินดูหนาว เป็นระยะเวลา 6 เดือน เริ่มตั้งแต่ 30 ต.ค.นี้ เพื่อรองรับตลาดยุโรปด้านตะวันออกให้ครอบคลุม เบื้องต้นจะนำเครื่องโบอิ้ง 777-200 ER มาทำการบิน อย่างไรก็ตาม หากภายใน 6 เดือนพบว่าไม่คุ้มทุนก็อาจจะพิจารณาปิดเส้นทางบินดังกล่าว

เรืออากาศเอกมนตรีกล่าวต่อถึงการจัดหาเครื่องบินระยะ ที่ 2 ปี (2565-69) ว่า การบินไทยมีแผนที่จะปลดระวางเครื่องบินเก่าอีก 22 ลำ ส่วนจะจัดหาเพิ่มอีกกี่ลำ จะต้องรอพิจารณาว่าการบินไทยสามารถผ่านแผนปฏิรูปได้หรือไม่ รวมทั้งฐานะทางการเงินของบริษัทว่ามีความสามารถในการก่อหนี้มากน้อยเพียงใด จึงจะบอกได้ว่าจะสามารถจัดหาเครื่องบินใหม่ได้จำนวนกี่ลำ

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมบอร์ดครั้งนี้ ยังรายงานให้บอร์ด รับทราบแผนการซ่อมเครื่องยนต์เครื่องบินโบอิ้ง 787 จำนวน 6 ลำของการบินไทยด้วยว่า ขณะนี้ซ่อมเสร็จแล้วจำนวน 1 เครื่อง โดยในเดือน ก.ค. จะจอดเครื่องพร้อมกันจำนวน 3 ลำเพื่อซ่อมและถอดเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้การบินไทยต้องควบรวมเที่ยวบิน ไปญี่ปุ่นจำนวน 1 เที่ยว ไปสิงคโปร์ จำนวน 4 เที่ยวบิน และต้องโอนเที่ยวบิน กทม.-เชียงใหม่ ให้ไทยสมายล์บินแทน 1 เที่ยวบิน ส่วนในเดือนส.ค. มีแผนจะจอดเครื่องบินเพื่อซ่อมอีก 2 ลำ โดยจะมีการโอนเที่ยวบิน กทม.-เชียงใหม่ กทม.-ภูเก็ต และกทม.-กระบี่ ให้ไทยสมายล์บินแทน อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะซ่อมเครื่องบินทั้งหมดแล้วเสร็จและนำเครื่องมาบินได้ตามปกติภายในเดือนก.ย.นี้

ส่วนค่าใช้จ่ายจากการซ่อมเครื่องยนต์ครั้งนี้ บริษัทโรลส์ ลอยซ์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตจะรับผิดชอบเองทั้งหมด สำหรับผลกระทบด้านค่าใช้จ่ายของการบินไทยที่เกิดขึ้น เช่น ค่าเสียโอกาสในการทำการบินจากการจอดเครื่องซ่อม ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการดูแลผู้โดยสารที่ต้องโอนย้ายหรือเปลี่ยนเครื่องนั้น การบินไทยอยู่ระหว่างรวบรวมตัวเลข คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนก.ย. จากนั้นจะนำเสนอตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นให้โรลส์ รอยซ์ พิจารณาจ่ายชดเชยให้การบินไทยต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน